วันนี้ในอดีต

26 ม.ค.2518  แบบนี้เลยเมืองไทย  “นองเลือด” แล้ว “เบ่งบาน”

26 ม.ค.2518 แบบนี้เลยเมืองไทย “นองเลือด” แล้ว “เบ่งบาน”

26 ม.ค. 2561

จำได้มั้ย วันนี้เมื่อ 42 ปีก่อน คนไทยมีการเลือกตั้งครั้งที่ 12 ซึ่งมีทั้ง “ความพิเศษ! แปลก! ในคราวเดียวมาก!”

          ระหว่างที่คนไทยยังงงๆ ก่งก๊ง ว่าปีนี้ หรือปีหน้า จะมีเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อไหร่ หรือ จะมีเลือกตั้งหรือไม่

          จำได้มั้ย วันนี้เมื่อ 42 ปีก่อน คนไทยมีการเลือกตั้งครั้งที่ 12 ซึ่งมีทั้ง “ความพิเศษ! แปลก! ในคราวเดียว ทำเอางงหนักมาก!”

          ความพิเศษ คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 ครั้งนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งหนึ่ง เพราะ เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ที่ถูกร่างขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือที่เรียกว่า “วันมหาวิปโยค”

          อันเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยไม่เคยลืมเลือน ที่มีนักศึกษาและประชาชนมากกว่า 5 แสนคนชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร นำไปสู่คำสั่งของรัฐบาลให้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม ระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ตุลาคม พ.ศ. 2516 โดยในเหตุการณ์นี้ มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

          แต่หลัง “นองเลือด” ผ่านไป การเลือกตั้งหนนี้ จึงถูกเรียกว่า การเลือกตั้งในยุคประชาธิปไตย “เบ่งบาน” เพราะคนไทยได้รัฐธรรมนูญสมใจจนได้มีการเลือกตั้งในวันที่ 26 มกราคม 2518

          แต่วันเลือกตั้งวันนั้น ยังมีความพิเศษตรงที่ เป็นการจัดการเลือกตั้งแบบ “ผสม” คือมีทั้ง “รวมเขต” และ “แบ่งเขต” เขตเลือกตั้งหนึ่งมีสมาชิกได้ไม่เกิน 3 คน ในอัตราส่วนราษฎร 150,000คนต่อผู้แทนฯ 1 คน

          ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งมากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 72 คน พรรคธรรมสังคมตามมา 45 คน พรรคชาติไทย 28 คน พรรคเกษตรสังคม 19 คน พรรคกิจสังคม 18 คน พรรคสังคมชาตินิยม 16 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย 15 คน พรรคพลังใหม่ 12 คน พรรคแนวร่วมสังคม 10 คน และพรรคอื่นๆที่ได้พรรคละหนึ่งคนอีกเกือบสิบพรรค รวมสมาชิกทั้งสิ้น 269 คน

          อย่างไรก็ดี ความแปลกของการเลือกตั้งหนนี้ อยู่ที่ พรรคประชาธิปัตย์เจ้าของเก้าอี้ ส.ส. มากที่สุด กลับไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ หลังเลือกตั้ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2518 และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีโดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคเกษตรสังคม และแนวร่วมสังคมนิยม

          ปรากฏว่าเขากลับได้คะแนนเสียงสนับสุนนเพียง 103 คน หรือไม่ถึงครึ่งของสภา ที่จะต้องได้ถึง135 คน แถมรัฐธรรมนูญสมัยนั้น กำหนดว่า การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร

          จนเมื่อถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2518 ปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 111 เสียง ถือว่าไม่ได้รับความไว้วางใจจาก สภาผู้แทนผู้แทนราษฎร ม.ร.ว.เสนีย์ และพรรคประชาธิปัตย์ จึงแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออก และสละสิทธิ์การตั้งรัฐบาล

          ส่งผลให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งมี ส.ส.ในสภาเพียง 18 เสียง สามารถรวบรวม ส.ส.พรรคต่าง ๆ รวม 8 พรรค ได้ 135 เสียง!! เท่ากับครึ่งหนึ่งพอดี จึงกลายเป็นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดตัง้รัฐบาลได้ และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเสียงมากที่สุด 74 เสียง กลายเป็นฝ่ายค้าน!!!

          ถึงตรงนี้หลายคนจึงงหนักมาก โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น

          แต่อย่างที่รู้กันว่า “แบบนี้เลยเมืองไทย” ในที่สุดรัฐบาลต้องเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเสถียรภาพรัฐบาล ที่มีจำนวน ส.ส.ในสภาแบบก้ำกึ่ง ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ต้องตัดสินใจยุบสภา เนื่องจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหันไปเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน เสนอญัตติขอร่วมเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล รวมเวลาที่บริหารประเทศได้ประมาณ 1 ปี 1 เดือนเท่านั้น!

          และแล้ว หลังจากยุบสภามีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือ การเลือกตั้ง วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519

          คนไทยจึงได้มีรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ จนกว่าจะมีการนองเลือดอีกหน แล้วคนไทยจึงจะมีเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในช่วงเบ่งบ่าน เป็นวงจรอย่างนี้มาเนิ่นนานมาจนถึงปัจจุบัน หรือไม่จริง?

"}])