วันนี้ในอดีต

วันนี้ในอดีต จำคุก กกต.! ไม่เร่งสอบ‘จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง'

วันนี้ในอดีต จำคุก กกต.! ไม่เร่งสอบ‘จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง'

03 มิ.ย. 2560

วันนี้ในอดีต ย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว.3 มิ.ย. 2559 ศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำคุก‘วาสนา เพิ่มลาภ’-‘ปริญญา นาคฉัตรีย์’ สองกกต. ไม่เร่งสอบ‘คดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง'

         วันนี้ในอดีต ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว  3 มิ.ย. 2559  ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุกคนละ 2 ปี  พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต. และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคนทั้งสอง เป็นเวลา 10 ปี  อันสืบเนื่องมาจาก กกต. ในขณะนั้น สอบสวนการเลือกตั้งปี 2549 ที่มีร้องว่ามีการจ้างพรรคการเมืองเล็กลงสมัครแข่งพรรคไทยรักไทย เป็นไปอย่างล่าช้าซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคไทยรักไทยจัดตั้งรัฐบาลใหม่

         คดีดังกล่าวเป็นคดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อายุ 68 ปี อดีตประธาน กกต. , นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อายุ 69 ปี  อดีต กกต., นายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีต กกต. ( เสียชีวิตแล้ว) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย.2549  อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและการวินิจฉัย พ.ศ.2542 

           คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ก.ย.49 ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา , นายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ 1-3 คนละ 3 ปี ขณะที่ทางนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี ต่อมาวันที่ 14 พ.ค.51 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยระหว่างฎีกาคดี นายวีระชัย จำเลยที่ 3 ได้เสียชีวิตลง

          ศาลฎีกาพิพากษาว่า  มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การที่ พล.ต.อ. วาสนา และนายปริญญา สั่งประชุม กกต. เพื่อพิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงจากการร้องเรียนเลือกตั้งไม่สุุจริตที่ให้สอบสวนเพิ่มเติมในส่วนของพรรคไทยรักไทย ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และเพื่อเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทยหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังที่คณะอนุกรรมการไต่สวนที่ กกต.ตั้งขึ้นรายงานผลว่า เชื่อว่ามีการกระทำผิดของผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย รวมทั้งพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย ซึ่งต่อมา กกต.ได้มีมติให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ กกต. ที่ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคเล็กที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ให้มีคุณสมบัติครบเพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยส่งคนลงสมัคร ส.ส.เพียงพรรคเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ให้ได้คะแนนเสียงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งและแจ้งให้อัยการสูงสุดดำเนินการยุบพรรคเล็กทั้งสองพรรค  แต่ในส่วนของพรรคไทยรักไทย  พล.ต.อ วาสนาและนายปริญญา กลับเลือกปฏิบัติสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งที่นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้มีหนังสือแจ้งมาที่ พล.ต.อ.วาสนา ว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ตระหนัก

        กระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 แล้ว กกต.ในขณะนั้น ได้ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเร่งรีบซึ่งจะมีผลให้ทางพรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล  การลงมติให้สอบสวนเพิ่มเติมจนเวลาล่วงเลยถึงการเลือกตั้ง จึงเป็นคุณต่อพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สุจริต ซึ่งเป็นความผิดว่าด้วย พ.ร.บ.กกต. พ.ศ.2541

       ‘ การที่จำเลยรับตำแหน่งสำคัญและทำคุณงามความดีจนได้รับเลือกเป็น กกต. จำเลยต้องทราบดีว่า การเป็น กกต.จัดการเลือกตั้ง ต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้น จำเลยต้องดำรงความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นคุณต่อประเทศมากที่สุดแต่จำเลยกลับกระทำตรงข้าม แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมละทิ้งคุณงามความดีที่ได้กระทำมาทั้งหมด แม้จำเลยจะมีอายุมากและสุขภาพไม่ดีก็ไม่เพียงพอจะให้รอการลงโทษ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน’

         ปัจจุบันทั้ง พล.ต.อ.วาสนา และนายปริญญา  ยังถูกควบคุมตัวรับโทษอยู่ในเรือนจำ