
ไผเป็นไผ "สว.น้ำเงิน" เข้มหรืออ่อน "ดีเอสไอ" ทุบสภาสูง แผนโปรลับย้ายค่าย
จับตา 50 สว. ส่อเลือกโปรลับย้ายค่าย "ดีเอสไอ" เขย่าสภาสูง สแกน "สว.น้ำเงิน" ไผเป็นไผ เจาะที่มั่นซอยรางน้ำ
เกมเดือด ดีเอสไอ เปิดยุทธการเขย่าสภาสูง สแกนไผเป็นไผ สว.น้ำเงิน เจาะที่มั่นซอยรางน้ำ รับมือโปรลับย้ายค่าย
เกาะติดเกมไล่ทุบ-โปรย้ายค่าย จับสัญญาณ 30 สว.น้ำเงินอ่อน ขวัญกระเจิง เตรียมซบค่ายสีแดง แลกหยุดตามไล่ล่า
กูรูการเมืองวิเคราะห์ตรงกันว่า ปฏิบัติการ “ทุบ สว.” ครั้งนี้ มีเป้าหมายเปลี่ยนขั้วสภาสูง เป็นเดิมพันที่สูงมาก พร้อมกับข่าวลือเรื่อง “โปรลับย้ายค่าย” ที่ถูกปั่นมาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว
พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 กลายเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในปีก สว. นับแต่มีข่าวดีเอสไอ จะเสนอให้บอร์ดคดีพิเศษ รับคดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ ในวันที่ 25 ก.พ. 2568
อีกด้านหนึ่ง มีการเผยแพร่เอกสารเป็นข้อสรุปจากอธิบดีดีเอสไอ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ พิจารณารับเรื่อง เพราะมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีการ “ฮั้วการเลือก” จริง มีการทำกันอย่างเป็นขบวนการ เข้าข่ายความผิดอั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน
ด้วยเหตุนี้ ฝั่ง สว.จึงออกมาตั้งโต๊ะแถลงคัดค้าน อำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมท้ารบแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ระหว่างนี้ จึงมีกระแสข่าว สว.น้ำเงินอ่อน จะแยกตัวออกไปจากกลุ่ม “สว.น้ำเงิน” เพราะไม่อยากถูกดีเอสไอดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร
กรณีดังกล่าวข้างต้น พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า “ไม่รู้เลย ใคร สว.สีน้ำเงินอ่อนที่จะแยกตัวออกไป” พร้อมชี้ที่เสื้อของตัวเอง “นี่สีเหลือง”
ปฏิบัติการทุบ สว.สีน้ำเงิน สื่อทุกสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า เป็นแผนโปรลับย้ายค่าย ส่งไปถึง สว.กลุ่มหนึ่งให้แยกตัวออกจากกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน เปลี่ยนสีเสื้อใหม่ แลกกับการไม่โดนดีเอสไอดำเนินคดีอั้งยี่
เท็จจริงอย่างไร ก็เป็นกระแสข่าวที่พูดกันปากต่อปากในหมู่ สว. โดยกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ที่ยึดกุมดุลสภาสูง และถูกมองว่า เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองใหญ่
เปิดโผ 4 ก๊กสภาสูง
สแกนสภาสูงชุดปัจจุบัน 200 คน มี สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน โดยหยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 คน คือ สมชาย เล่งหลัก และเสียชีวิต 1 คน คือ สุพรรณ์ ศรชัย
นับแต่ทราบผลการเลือก สว.สูตร อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้จำแนก สว.ออกเป็น 4 กลุ่ม
1. กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ที่ทราบกันดีว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เบื้องต้นประเมินว่า มี 130 คน แต่ภายหลังขยับเพิ่มขึ้นเป็น 150-160 คน จึงมีการแยกเป็น “น้ำเงินเข้ม” 120-130 คน และ “น้ำเงินอ่อน” 30 คน
2. กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ หรือถูกสื่อเรียกขานว่า สว.สีส้ม ประมาณ 19 คน นำโดย นันทนา นันทวโรภาส นักวิชาการสื่อสารมวลชน
3. กลุ่ม สว.สีขาว ประมาณ 13 คน มี เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต สส.ขอนแก่น เป็นแกนนำ ซึ่งเป็นพันธมิตรชิดใกล้ค่ายสีแดง
4. กลุ่ม สว.อิสระ มีอยู่ราว 10 คน เป็นนักธุรกิจ และอดีตข้าราชการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน
ผู้มีอำนาจหลังม่าน เชื่อว่า หากยุทธการทุบ สว.สีน้ำเงินสัมฤทธิ์ผล ก็จะส่งผลให้มี สว.จำนวน 40-50 คน เข้าร่วมโปรลับย้ายค่าย ทำให้ดุลสภาสูงเกิดความเปลี่ยนแปลง
ที่มั่น สว.ซอยรางน้ำ
เป็นที่ทราบกันมานานแล้ว ที่มั่นซอยรางน้ำ เป็นแหล่งนัดหมายของ สว.สีน้ำเงิน กับผู้มากบารมีอีสานใต้
เนื่องจาก สว.สีน้ำเงิน กว่าร้อยละ 60 ไม่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ผู้มากบารมีจึงวางโครงสร้างการควบคุม สว.น้ำเงิน แบ่งออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพ
ในแต่ละกลุ่มอาชีพ จะมีแกนนำประมาณ 1-2 คน ทำหน้าที่เหมือนวิปรัฐบาล คอยประสานงาน ทั้งในและนอกสภา
อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จะมีการนัดหัวหน้ากลุ่มอาชีพ ไปเจอกันที่ซอยรางน้ำ พูดคุยกับผู้มากบารมี จากนั้น หัวหน้ากลุ่ม สว.สีน้ำเงินจะนำมติ หรือข้อคิดเห็นจากผู้มากบารมี ไปถ่ายทอดให้ สว.สีน้ำเงินฟัง
พูดกันมานานแล้วว่า “สว.สีน้ำเงิน” ไม่ต่างจาก “สว.ลายพราง” ในยุค 3 ป. ที่คอยแต่ฟังสัญญาณจากผู้กุมดุลอำนาจ ไม่มีอิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง



