คอลัมนิสต์

การสำแดงพลังอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

การสำแดงพลังอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

22 เม.ย. 2552

“พวกผมช่วยพี่หาเสียงเอง รับรอง ได้ชัวร์” กลุ่มวัยรุ่นผู้นิยมใช้ชีวิตในรูปแบบความรุนแรง นิยมสร้างอัตลักษณ์ตัวตนจากการกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายโน้มน้าวชักชวนให้ดิฉันลงสมัครรับเลือกตั้งในสนามแข่งขันการเมืองท้องถิ่น

พวกเขาพูดถึงความฝันที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ เริ่มต้นจากขอเป็นเพียงคนใกล้ชิด เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องรับใช้ จนถึงการเป็นผู้อารักขานักการเมือง ซึ่งพวกเขามักใช้คำเรียกว่า “มือปืน”

 เด็กหนุ่มวัยสิบเก้า เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย เสพยาเสพติด นิยมใช้ชีวิตเที่ยวเตร่สถานบันเทิงยามราตรี พูดกับดิฉันถึงวิถีการนำตัวเข้าไปสู่เส้นทางการเมืองว่า “ผมจะไปหัดขับรถตู้ หัดยิงปืน ใจผมให้อยู่แล้ว หัดแป๊บเดียว”

 ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยส่งผลให้วิธีคิดของเยาวชนสองกลุ่มมีความแตกต่างอย่างชัดเจนและสะท้อนให้เห็นภาพจำลองของสังคมปัจจุบัน

 เยาวชนกลุ่มแรก มีโอกาสมากกว่า มีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดี มีวิถีการดำรงชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ มีฐานเครือข่ายทางสังคมเครือญาติที่ดี มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี ดิฉันพบเยาวชนเหล่านี้จำนวนมากในรั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาต่างใฝ่ฝันที่จะทำสัมมาอาชีพ นักการเมืองมิใช่เส้นทางความฝันที่จะก้าวเดิน และยิ่งกว่านั้นคือ ความสนใจที่มีต่อการเมืองนั้นบางเบา ขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง มุ่งความสนใจเพียงการมีเงินเดือนสูง มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี เพื่อสร้างความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมเฉพาะตนเองและวงศ์ตระกูล

 เยาวชนอีกกลุ่มมาจากเบ้าหลอมทางครอบครัว ชุมชน และสังคมที่มีลักษณะตรงข้ามกับเยาวชนกลุ่มแรก มีโอกาสน้อยกว่า แต่กลับมีความสนใจการเมืองผ่านการมีประสบการณ์การเรียนรู้การใช้อำนาจที่ได้มาจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

 การดำเนินชีวิตประจำวันผ่านประสบการณ์ของบุคคลที่พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องก่อร่างวิธีคิดที่ว่า ตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจเปลี่ยนโฉมหน้า กลุ่มคนที่ไม่เคยสนใจศึกษาเล่าเรียน กลุ่มคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอบายมุขในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงธุรกิจสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ให้กลับกลายเป็นคนร่ำรวยในสังคม มีผู้คนนับหน้าถือตา แม้แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยังต้องรับฟังคำสั่งและปฏิบัติตาม

 พวกเขาบอกดิฉันว่า “ตำรวจเนี่ย ?...ก็สั่งย้ายมาทั้งนั้นแหละ เคลียร์ได้”

 เด็กหนุ่มที่ใครๆ กล่าวขานกันว่าความแรงของเขาสามารถขึ้นระดับบอสได้ เขามีความสามารถในการสร้างเครือข่ายจำนวนมาก มีรสนิยมใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะของกลุ่มพูดว่า “ผมไม่ถามหรอกว่า ใครถูกใครผิด ถ้าเป็นพวกผม ผมช่วยก่อน”

 ชัยชนะที่ปราศจากการถูกตั้งคำถามถึงความถูกผิดกลายเป็นวิถีของการสร้างอำนาจของกลุ่มเยาวชนไทยที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา แต่มีความใฝ่ฝันที่จะเดินเข้าสู่วิถีการเป็นนักการเมือง

 “พี่เอร้อยศพ เขาบอกแล้วว่า ถ้าใครทำอะไรผม เขาจะยกพวกมาช่วยผม” เด็กชายวัยสิบห้าใช้ภาษาพูดสื่อสารกับดิฉัน เพื่อโอ้อวดว่าเขาอยู่ใกล้ชิดรุ่นใหญ่ผู้มีอำนาจและมีพวกมาก

 วัฒนธรรมยกพวกมารุมมิได้มีความหมายที่แสดงถึงความอ่อนแอ ไร้ซึ่งความเป็นสุภาพบุรุษที่นิยมสู้กันซึ่งหน้าแบบตัวต่อตัว ตามแบบอย่างการให้ความหมายของวัฒนธรรมการต่อสู้กันในอดีต หากแต่การยกพวกมารุมแสดงถึงการสำแดงพลังอำนาจ สำแดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สำแดงถึงอำนาจและบารมีของรุ่นโตหรือที่กลุ่มของพวกเขาเรียกว่า “บอส” ว่าสามารถคุ้มครองป้องกัน ดูแลช่วยเหลือพวกเขาได้ ในยามที่พวกเขาเดือดร้อน

 หากแต่ ไม่มีใครนึกเฉลียวใจว่า ในปัจจุบันบอสเองก็อยู่ในภาวะไม่มั่นคงปลอดภัยเช่นเดียวกัน !!

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข