คอลัมนิสต์

คราบเลือดในหัวใจดวงน้อย

คราบเลือดในหัวใจดวงน้อย

22 เม.ย. 2552

ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ดินแดนอันร่มเย็นและเต็มไปด้วยสันติสุขอย่างเมืองไทยของเราจะกลายเป็นประเทศที่มีการใช้ความรุนแรงทางการเมือง และมีสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจในสายตาของชาวต่างประเทศไปได้

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน นอกจากจะเป็นสิ่งสร้างความวิตกกังวลแก่ภาครัฐและเอกชนในเรื่องการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนอันเป็นปัจจัยหลักของเศรษฐกิจไทยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือสภาพจิตใจ ความคิด และความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนไทย

 แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมา การชุมนุม ความวุ่นวายทางการเมือง การก่อการจลาจล ตลอดจนความรุนแรงต่างๆ ได้กินพื้นที่ข่าวอื่นๆ ของสถานีโทรทัศน์แทบทุกแห่ง บางสถานีผู้ชมสามารถเกาะติดสถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการเสนอภาพความรุนแรงดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยอมรับในการทำหน้าที่ของผู้จัดรายการและคนข่าวที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ และให้รายละเอียดของข่าวอย่างละเอียดลออ ซึ่งในส่วนของผู้ชมย่อมเป็นประโยชน์ต่อการได้รับข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือเด็กและเยาวชนที่ดูข่าวร่วมกับผู้ใหญ่ ได้ซึมซับภาพและข่าวโดยขาดทั้งประสบการณ์และวิจารณญาณในการแยกแยะหรือพิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น

 หากจะมีการจัดลำดับความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผมอยากให้เหตุการณ์ทุบรถนายกรัฐมนตรีและทำร้าย คุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กับ เจ้าหน้าที่ รปภ.ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 9 เมษายน เป็นความรุนแรงอันดับหนึ่ง รองลงมาคือการลอบสังหาร คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การขู่จะระเบิดรถก๊าซที่สามเหลี่ยมดินแดง การบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ของกลุ่ม นปช. การปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับชุมชนนางเลิ้ง จนเป็นเหตุให้คนในชุมชนเสียชีวิต 2 ราย การวางแผนสังหาร คุณชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี และการทุบรถนายกรัฐมนตรีที่พัทยา ฯ

 ตามความเป็นจริงแล้วทุกเหตุการณ์ที่ยกมากล่าวนี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีความรุนแรง สะเทือนขวัญ และสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยทั้งสิ้น แต่ที่ผมให้อันดับความรุนแรงในกรณีของการทุบรถนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทยไว้สูงกว่าเรื่องอื่น เป็นเพราะรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ทุกช่องได้ถ่ายทอดสดให้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้นอย่างจะจะตา ทั้งการกลุ้มรุมทุบตีขว้างปารถ และความพยายามที่จะลากตัวนายกรัฐมนตรีออกมาจากรถเพื่อรุมทำร้าย ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ก็ได้เปิดใจไว้ในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่ 19 เมษายน ว่าที่กระทรวงมหาดไทยในวันนั้น ท่านถูกไล่ล่าแทบเอาชีวิตไม่รอด

 เราลองมาสมมติกันนะครับ สมมติว่าหากวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีถูกลากตัวลงมาจากรถได้จะเกิดอะไรขึ้น? คุณอภิสิทธิ์อาจจะถูกทุบตีและทำร้ายร่างกายโดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ปกติ คุณอภิสิทธิ์อาจจะถูกทำการประจานต่างๆ ให้ได้รับความอับอาย หรือที่รุนแรงไปกว่านั้น ก็คือคุณอภิสิทธิ์อาจถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และแพร่ภาพออกไปทั่วประเทศ คิดดูเองก็แล้วกันว่ามันจะเป็นเรื่องที่โหดเหี้ยมขนาดไหน และสร้างผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของเด็กและเยาวชนไทยสักกี่แสนกี่ล้านคน ซึ่งต้องมารับผลอันเลวร้ายของความขัดแย้งทางการเมืองที่พวกแกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย

 ใครก็ตามที่ก่อความวุ่นวายและเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมือง คุณอาจจะไม่เห็นแก่หน้าตาและศักดิ์ศรีของประเทศชาติ อาจไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น แต่คุณก็ควรที่จะเห็นแก่เด็กและเยาวชนไทยที่มีหัวใจอันสะอาดบริสุทธิ์ ขอเถอะครับ ขอความกรุณาอย่านำคราบเลือดและความสกปรกใดๆ มาแปดเปื้อนในหัวใจดวงน้อยๆ เหล่านี้เลยครับ