
การเมืองไทยหัวใจคือการเอาหรือไม่เอาทักษิณ ?
ความวุ่นวายและความตึงเครียดที่ผ่านมานั้น ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั้นก็คือ ตกลงสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ว่าด้วยเรื่องหลักการหรือตัวบุคคลกันแน่
ในด้านหนึ่ง ตกลงสังคมของเราเป็นสังคมที่วางอยู่บนเรื่องง่ายๆ ว่า จะเอาหรือไม่เอาทักษิณ?
หรือในอีกด้านหนึ่ง สังคมของเราเป็นสังคมที่มีหลักการที่สูงส่งกว่าเรื่องของการเอา หรือไม่เอาทักษิณ?
หรือ (อีกที) จะเอาให้ยุ่งกันเข้าไปอีก ก็คือ เรามีหลักการสองข้อในสังคมเท่านั้นหรือ คือ เรื่องเอาหรือไม่เอาทักษิณ และเรื่องอื่นๆ ที่เป็นหลักการที่พร้อมจะเอามาจัดการทักษิณ (ในแง่เอาหรือไม่เอาทักษิณ)
ที่สำคัญก็คือ ทักษิณเองก็ไม่ใช่เหยื่อ เพราะทักษิณก็เล่นในเกมนี้ด้วย
ผมชอบความเห็นของนักกฎหมายมหาชนขั้นเทพของสังคมไทยท่านหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานในสังคมไทย ท่านตอบคำถาม/ให้ทัศนะกับวิกฤติการเมืองไทยว่า ทั้งหมดนี้เป็นทุกข์เป็นกรรมที่เราต้องเผชิญร่วมกัน (น่าสนใจมาก เพราะว่าท่านไม่ได้ใช้หลักการอะไรทางหลักกฎหมายมหาชนในการอธิบายเรื่องเหล่านี้เลย)
ประเด็นนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ฝรั่งไม่สนใจ หรือคนไทยก็ไม่สนใจที่จะไปอ้างคำฝรั่งมาโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่า ฝ่ายไหนนั้นได้รับการยอมรับจากฝรั่งมากกว่ากัน
ทั้งที่ประเด็นที่นักกฎหมายท่านนี้ได้พูดเอาไว้นั้น เป็นประเด็นที่แหลมคมมาก เพราะเรื่องของทักษิณนั้นเป็นทุกข์และกรรมที่เราเผชิญร่วมกัน
แม้กระทั่งคนที่เกลียดทักษิณนั้น ก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงที่จะพ้นไปจากทักษิณได้ ต่อให้ไม่ออกมาชุมนุมแสดงพลัง ก็จะต้องกำหนดท่าทีต่อทักษิณภายในจิตใจของเขาเอง เพราะการนิ่งเฉยปล่อยให้ทักษิณดำรงอยู่ในแบบที่เขาเป็นนั้น ก็ไม่ได้ทำให้เราสามารถแยกขาดออกจากทักษิณได้
เขียนมาถึงตรงนี้ อาจจะดูงงๆ แต่สิ่งที่อาจจะต้องถามกันก็คือ
1.คนที่เอาทักษิณนั้น เอาด้วยหลักการอะไร ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาด้วยหลักการอะไร แม้กระทั่งคนที่ไม่อยากสนใจและยุ่งด้วยกับเรื่องทักษิณนั้น มีหลักการอะไรที่ไม่อยากสนใจเรื่องนี้
การถามประเด็นเช่นนี้แหละครับ เป็นการเรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง ถ้าการเมืองไทยโดยพฤตินัยตอนนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเอาหรือไม่เอาทักษิณ
2.ถ้าจะจัดการทักษิณ หรือจะสนับสนุนทักษิณ เราจะต้องมีต้นทุนอะไรบ้าง จะต้องใช้หรือละเมิดหลักการในการดำรงไว้ซึ่งหลักการอะไรบ้าง เราต้องฉีกรัฐธรรมนูญและใช้กลไกนอกรัฐธรรมนูญในการจัดการทักษิณเหมือนสองปีที่ผ่านมา หรือเราจะยืนยันหลักการประชาธิปไตยในการจัดการทักษิณทั้งที่ในสมัยที่ทักษิณนั้นยึดครองประชาธิปไตย
การต่อสู้กับทักษิณนั้น เป็นไปได้อย่างล่าช้าและอาจไม่ก่อให้เกิดผลสะเทือนในระยะสั้นได้เลย...
สังเกตดีๆ นะครับ เราอธิบายความสัมพันธ์กับทักษิณผ่าน "ข้อยกเว้น" ทั้งนั้น อย่างในกรณีคำตัดสินเรื่องคดีซุกหุ้นกับปรากฏการณ์อัศวินควายดำ การมีทักษิณไว้แก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านการประนีประนอมกับการคอรัปชั่น หรือมีไว้ปราบเจ้าพ่อในท้องถิ่น มีไว้เพื่อสู้กับสถาบันอื่น (ตามที่เขาถูกกล่าวหา)
หรือถ้าไม่เอาทักษิณก็จะต้องใช้ข้อยกเว้นจำนวนมหาศาลลามไปถึงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นข้อยกเว้น "ตัวแม่" (มุกนี้ต้องดูเดี่ยวไมค์โครโฟนของโน้ส อุดมฯ จะเข้าใจ)
และท้ายสุดเราก็พบว่า ทักษิณก็เดินหมากนี้อีกเช่นเคยว่า "ถ้าจะใช้ผม ก็ให้ผมกลับมา" ซึ่งก็ทำให้เราต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามกับข้อยกเว้นนานัปการอีก เช่น ถูกต้อง ไม่ถูกใจ ถูกกฎหมาย แต่ไม่ถูกหลักการ ถูกหลักการหนึ่ง แต่ไม่ถูกอีกหลายหลักการ (เขาจึงเป็นคนที่มาด้วยข้อยกเว้นและไปด้วยข้อยกเว้นและสู้ด้วยข้อยกเว้น)
อย่าไปเสียเวลาปฏิรูปการเมืองผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญเลยครับ เอาเรื่องทักษิณมาพูดกันตรงๆ ดีไหมครับ เพราะถ้าแก้ไม่ได้ก็อยู่กันลำบากครับ



