
ฟื้นฟูตำรวจ
การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล ทำให้อำนาจการควบคุมความสงบเรียบร้อยตกอยู่ในมือทหาร
ตำรวจต้องถอยไปอยู่แถว 2 ส่วนหนึ่งถูกมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความร้อนแรงของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมาได้
ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย เสื้อเหลือง จนมาถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เสื้อแดง
เหตุการณ์ที่ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมชัดเจนที่สุด คือ วันสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 ประชาชนสูญเสียและบาดเจ็บจำนวนมาก
ตำรวจระดับสูงถูกแจ้งความเอาผิด มีการสอบสวนทั้งทางวินัยและอาญา
ความล้มเหลวขององค์กรตำรวจส่วนหนึ่งเกิดจากนายตำรวจบางส่วนเข้าไปรับใช้ฝ่ายการเมือง
อีกด้านถูกแทรกแซงจากการโยกย้ายนายตำรวจทุกระดับชั้น นักการเมืองบางคนใช้ตำรวจรุกไล่ฝ่ายตรงข้าม จนเกิดความไม่เท่าเทียมทางกฎหมาย
ภาพลักษณ์ของตำรวจจึงตกต่ำในสายตาชาวบ้าน
องค์กรตำรวจจึงดูล้าหลัง ถูกดันไปอยู่ท้ายๆ ของสังคม ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง ตำรวจควรเป็นองค์กรที่อยู่แถวหน้าสุด คอยปกป้องประชาชน นำสังคมก้าวเดินไปข้างหน้าปกป้องคนดี ปราบปรามคนเลว
แต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา องค์กรนี้ถูกมองด้านลบมาตลอด แม้แต่สื่อต่างชาติก็คิดเช่นกัน
รายงานชิ้นหนึ่งของ "บีบีซี" บอกว่า สังคมกรุงเทพฯ ไม่มีใครคาดหวังต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการรับมือกับเหตุการณ์ความไม่สงบ เพราะเมื่อต้องเผชิญกับผู้ประท้วงที่ปราศจากอาวุธ เพียงไม่กี่พันคนในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยา จ.ชลบุรี ตำรวจทำได้แค่ต้านทานพอเป็นพิธีเท่านั้น ส่วนที่กรุงเทพฯ แทบไม่มีตำรวจใช้ความพยายามจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงเลย
นี่คือเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งของสื่อต่างชาติต่อบทบาทตำรวจไทย
ปัญหาตำรวจอาจเหมือนข้าราชการทั่วไป ที่เงินเดือนน้อย หนี้สินมาก เครื่องใช้ไม้สอยไม่เพียงพอ สิ่งผิดกฎหมายจึงเสมือนแหล่งเงิน เป็นรายได้หลักของตำรวจปัจจุบัน แทนที่จะเป็นค่าตอบแทนจากรัฐ
เมื่อตำรวจแปดเปื้อนกับสิ่งผิดกฎหมาย สังคมจะคาดหวังได้อย่างไร
การพัฒนาองค์กรตำรวจ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรยกระดับเงินวิชาชีพให้สูงสอดรับกับภาระหน้าที่ พัฒนาความรู้บุคลากรสู่ระบบสากล ฝึกอบรมหมุนเวียนองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ตำรวจพัฒนาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงความเจริญก้าวหน้าต้องเท่าเทียมและเป็นธรรม
ที่สำคัญ ส่วนหัวต้องเป็นตัวอย่าง เมื่อผู้บังคับบัญชามีคุณธรรมก็จะซึมซับไปสู่ลูกน้องเอง



