คอลัมนิสต์

วิถียุติธรรม

วิถียุติธรรม

20 เม.ย. 2552

ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของคอลัมน์นี้เป็นประเด็นวิกฤติในสังคมไทยที่ต้องถกเถียงและสำเหนียกกันอย่างมาก ที่จริงแล้ววิถียุติธรรมเป็นทั้งคุณค่าและค่านิยมสังคมไทยมานานแล้วแต่เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระ

มองในแง่บวกการถกเถียงหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ดีเพราะการมองเรื่องความยุติธรรมเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวทางความคิดและคุณค่าของสังคมได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเป็นตัวชี้วัดกระตุกรัฐบาลให้ไม่ลืมชาวบ้าน

 วิถียุติธรรมถ้ามองในด้านของกระบวนการมีเนื้อหาที่สำคัญ 2 ส่วน คือ การใช้อำนาจรัฐส่วนหนึ่งกับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอีกส่วนหนึ่ง ที่พูดเช่นนี้เพราะต้องการย้ำเน้นว่า วิถียุติธรรมในยุคนี้ไม่ได้เป็นกระบวนการเชิงอุปถัมภ์ หรือเป็นสิ่งที่รัฐต้องอำนวยการมาให้เท่านั้น หมายความว่าความยุติธรรมไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณจัดสรรมาให้เหมือนกับเมล็ดพันธุ์หรือปศุสัตว์ทั้งหลาย ไม่เหมือนกับเหมืองฝายกั้นน้ำ ไม่เหมือนกับคลองชลประทาน หรือการรับจำนำราคาพืชผล ซึ่งถ้ารัฐไม่จัดสรรงบประมาณมาให้ชาวบ้านก็ไม่มีทางจะได้รับ แต่ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ต้องมีช่องทางหลายช่องทางหรือหลายวิธีการขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมซึ่งมีความหลากหลายเป็นธรรมชาติของวิถีความเป็นมนุษย์ในสังคมต้องเข้าถึงได้ ทั้งนี้โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นแกนกลางของการใช้อำนาจรัฐหรือการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนยึดโยงเอาไว้เพื่อให้เห็นความเป็นรัฐที่จับต้องได้

 ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมา ได้รับสัมผัสของความสับสนหรือแนวคิดหรือความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมของชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา ยิ่งรู้สึกหนักใจมากขึ้นว่าระบบงานยุติธรรมจะไปในทิศทางใดเพื่อให้เกิดวิถียุติธรรมที่สอดคล้องกับที่ชาวบ้านเข้าใจและศรัทธา หรือหากจะต้องมีบทบาทชี้นำชาวบ้านบ้างเพื่อสร้างสมดุลความเข้าใจกับสังคมทั้งในและนอกประเทศ เหตุที่หนักใจเรื่องนี้เพราะในบางช่วงของเหตุการณ์หลายฝ่ายพยายามใช้กระบวนการอื่นนอกจากวิถียุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบและสันติ หรือบางครั้งพยายามใช้วิถียุติธรรมแล้วแต่ไม่ลึกซึ้งเพียงพอ

 วิถียุติธรรมต้องมีการปรับตัวและทิศทางด้วยการประเมินตัวเองอย่างรอบด้านและไม่ลำเอียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะวิถียุติธรรมที่ผ่านมาในสังคมไทยเป็นกระบวนการแนวดิ่งคือเป็นเรื่องของอำนาจรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่ เพิ่งจะเปิดตัวรับการมีส่วนร่วมของชาวบ้านมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จึงถือว่าเป็นเส้นทางนิติธรรมที่มีชาวบ้านร่วมเดินทางด้วยมาไม่นานนี่เอง มองในแง่บวกอีกก็ต้องยอมรับว่า 10 ปีเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลาอีกมากเพราะช่องว่างทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมไทยมีมากขึ้นเช่นกัน

 ตัวอย่างพื้นฐานที่เรามองเห็นได้คงเป็นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นเอง และมาในคราวนี้ปัญหาเช่นเดียวกันสามารถสะท้อนเห็นได้จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีสีของเสื้อที่สวมใส่เป็นสัญลักษณ์ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงยุทธวิธีของผู้อยู่เบื้องหลังยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการขับเคลื่อนฝูงชนก็ตาม แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าชาวบ้านแสดงออกและคิดตามได้อย่างเป็นรูปธรรมจนกลายเป็นคำถามในสังคมขึ้นมาและวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเราจะมองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้

 วิถียุติธรรมจะต้องเป็นวิถีประชาชาติที่มีมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมเข้ามามีส่วนร่วมด้วยจะแยกส่วนไม่ได้ ส่วนกระบวนการต้องเพิ่มช่องทางให้หลากหลายโดยเฉพาะต้องเป็นช่องทางที่ชาวบ้านเข้าถึงได้