
(ไม่) ฝักใฝ่ฝ่ายใด?
ใครผิด คำถามนี้อาจจะตอบได้ยากเมื่อต้องตัดสินความผิด ความถูกกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อน การสรุปว่าใครถูกหรือผิด อาจกลายเป็นการติดกับดักของการเลือกข้าง เมื่อเลือกที่จะอยู่ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็จะถูกตัดสินว่าเป็นคู่ตรงข้าม เมื่อให้คุณค่าและความหมายว
การติดกับดักของคู่ตรงข้ามเป็นรากเหง้าที่มาของความรุนแรงเชิงวิธีคิด
วิธีคิดที่คิดว่าต้องเลือกข้าง ข้างที่ต้องอยู่ตรงข้ามกัน โดยลืมมองสัจธรรมที่สามารถเรียนรู้ได้จากภายในตัวเราเองว่า แม้แต่ตัวเราเองนั้นยังมีทั้งธรรมะและอธรรม ผสมปนเปกันจนบางครั้งบางคราว เราอาจตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำในสิ่งที่ควรทำ หรือไม่ควรทำ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมหรือไม่
ถึงแม้ว่าการตั้งคำถามต่อตนเองจะสะท้อนถึงความสับสนในตนเอง ก็ยังดีกว่าการคิดว่าตนเองทำถูกต้อง ทำดีจนละเลย เพิกเฉยต่อการประเมินตนเอง ว่าเป็นผู้สร้างความเสียหายต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือต่อสังคมหรือไม่
"ทำไมตำรวจถึงปล่อยให้เข้าไปถึงข้างในอาคารได้" คำถามแสดงถึงการตั้งข้อสังเกตที่เคลือบแคลง สงสัย แฝงนัยของการตัดสินถึงความไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปราม หากย้อนไปทำความเข้าใจเหตุที่มาที่ไปในอดีต ทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับการเมืองที่ไม่เคยแยกออกจากกันเลย การแทรกแซงของการเมืองที่มีต่อองค์กรตำรวจนั้นเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าผู้นำรัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใด ความแตกต่างนั้นอยู่ตรงที่แทรกแซงแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ทำให้คนในองค์กรผาสุก หรือแทรกแซงแล้วคนในองค์กรต่างรู้สึกว่าโดนกดขี่ ควบคุม บังคับ รวมไปถึงแทรกแซงแล้วชาวบ้านได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ บรรดาข้าราชการตำรวจต่างพากันดีใจ เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเมื่อนายกรัฐมนตรีเคยเป็นอดีตนายตำรวจ ความดีใจ ภูมิใจไม่แตกต่างจากบรรดาครู อาจารย์ และนักเรียนที่รู้สึกภาคภูมิใจเมื่อรุ่นพี่กลายไปเป็นนายกรัฐมนตรี
"รู้มั้ยคนที่สอบได้คะแนนสูงสุดมักจะเลือกเหล่าตำรวจ" นายตำรวจเล่าให้ดิฉันฟังอย่างภาคภูมิใจและขยายความต่อว่า บรรดานักเรียนเหล่าในอดีตนั้น คนเก่งมักเลือกที่จะเป็นนายตำรวจมากกว่านายทหาร แต่น่าแปลกใจเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว คนที่เรียนเก่ง มีสติปัญญาดี กลับต้องอยู่ในสภาวะที่ตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกตั้งคำถามถึงการทำงานและมีภาพลักษณ์ในเชิงลบมากกว่า
บ่อยครั้งที่ดิฉันมักจะได้ยินเสียงของบรรดานายตำรวจพูดว่า "ไม่มีใครเข้าใจตำรวจ อยากลองให้มาเป็นตำรวจบ้างจะได้เข้าใจ"
เมื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเคยเป็นตำรวจ ย่อมเป็นธรรมดาที่นายตำรวจต่างพากันคาดหวังว่าเขาจะเข้าใจ และ “เปิดทาง เปิดพื้นที่” ให้ตำรวจได้แสดงฝีมือ แสดงศักยภาพที่เหล่าตำรวจมีอย่างเต็มความสามารถ สำหรับคนทำงานนั้นเมื่อนายมอบอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบให้ด้วยความเข้าใจและไว้วางใจ อีกทั้งให้ความสำคัญ ให้ปัจจัย มิได้ทิ้งขว้างย่อมก่อเกิดความรู้สึกผูกพัน จงรักภักดีต่อนาย ผู้เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญแก่ตน
นายตำรวจเล่าถึงห้วงเวลานั้นว่า “สมัยนั้นนะ ตำรวจได้รายได้มากขึ้น สวัสดิการดีขึ้น” การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ทำงานเกิดความรู้สึกมั่นคงในการดำเนินชีวิต การได้รับมอบอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสำคัญ ซึ่งหากนายทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความรู้สึกเช่นนั้น การที่ผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความรัก ภักดีและชื่นชมนายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หากแต่ความรัก ความภักดีควรเกิดขึ้นควบคู่กับการใช้สติปัญญา วิจารณญาณไตร่ตรอง มิเช่นนั้นแล้วอาจ กลายเป็นเครื่องมือของคนเก่งแต่ขาดสำนึกต่อสังคมส่วนรวม
ปนัดดา ชำนาญสุข



