คอลัมนิสต์

อย่าแตะต้องสถาบันชาติ (บ้านเมือง)

อย่าแตะต้องสถาบันชาติ (บ้านเมือง)

15 เม.ย. 2552

เวลาที่เรามองภาพธงชาติไทย เราคงมีคำอธิบายได้ไม่ยาก สำหรับสีน้ำเงินและสีขาว ในความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันศาสนา อย่างน้อยสองสถาบันนั้นก็มีตัวตนที่ชัดเจน

แต่สถาบันที่เรียกว่าชาติเนี่ย เป็นสถาบันที่ค่อนข้างคลุมเครือ อ้างอิงด้วยตัวเองได้ยาก ยิ่งในสมัยใหม่นั้น เราพยายามอธิบายว่า ชาติ คือชุมชนแบบหนึ่งที่เรียกร้องให้เรามีจินตนาการบางประการร่วมกัน

 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ด้วยสมัยโบราณเรามองว่าเรื่องชาตินั้นไม่ได้เป็นจินตนาการร่วมกัน เช่น ชาติหมา ชาติไพร่ หมายถึงชาติสมัยนั้นเป็นชาติกำเนิดที่แบ่งแยกตำแหน่งแห่งที่ของคน (หน้างานศพก็คือ ชาตะ หรือ ชาติ ที่แปลว่าเกิดนั่นแหละ)

 ชาติบ้านเมืองในสมัยใหม่ หมายถึง ความเป็นชุมชนบางอย่างที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน บ้างเชื่อว่ามีศูนย์รวมใจร่วมกัน มีความสุขความทุกข์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นท้าทายในเรื่องของชาติบ้านเมืองนั้นก็คือ เรื่องของการแปรสภาพจินตนาการร่วมกันมาเป็นลัทธิและขบวนการที่เรียกว่า ชาตินิยม เพราะลัทธิและขบวนการชาตินิยมนั้นมีได้หลายตัวแบบ ทั้งแบบที่มาจากประชาชน หรือมาจากผู้นำ เป็นต้น

 การนิยมชาติจึงเป็นเรื่องที่มีสองแง่สองมุมเสมอ ในบางมุมเราเชื่อว่าสังคมจะพัฒนาได้ก็ต้องมีแนวคิดเรื่องของชาตินิยมเป็นแกนกลางให้คนมีความเข้าใจร่วมกัน มีความใฝ่ฝันร่วมกัน แต่ในอีกทางหนึ่ง ชาตินิยมอาจจะเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในการนำเสนอสิ่งที่ตนมุ่งมาดปรารถนา ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเห็นร่วม

 เรื่องที่ซับซ้อนเข้าไปอีกก็คือ ในบางครั้งกระบวนการพัฒนาชาตินิยมนั้นอาจมีพลังยิ่งใหญ่กว่าผู้นำขบวนการเอง ในขณะที่ในอดีตเคยมีนักวิชาการบางกลุ่มสนใจแค่ศึกษาเนื้อหาชาตินิยมผ่านงานเขียนและประวัติชีวิตของผู้นำขบวนการ มากกว่าศึกษาตัวเนื้อหาและกระบวนการที่แนวคิดชาตินิยมนั้นเข้าไปจับจิตจับใจของผู้คน และมีผลต่อปฏิบัติการของผู้คน

 ในแง่นี้การพัฒนาให้เกิดแนวคิดชาตินิยมและอ้างอิงชาตินิยมนั้นจึงเปรียบเสมือนการสร้างสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มีพลังอำนาจในตัวเองที่หลายๆ ครั้งตัวผู้นำขบวนการ หรือตัวผู้ที่คิดค้นนั้นไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้

 อาทิ ในยุคหนึ่งนั้นชาติบ้านเมืองเคยถูกคิดค้นขึ้นมาและสร้างตัวตนขึ้นมาผ่านเรื่องราวทาง (สำนึก) ประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ให้เราจินตนาการได้ และสิ่งที่สำคัญก็คือ ความจงรักภักดีที่มีต่อชาติในความหมายว่า จะต้องจงรักภักดีต่อตัว ผู้นำ เพราะผู้นำเป็น "หัว+ใจ" ของชาติ ดังนั้นจะจินตนาการถึงชุมชนที่เรียกว่าชาติบ้านเมืองได้ก็ต้องหมายถึงการจงรักภักดีต่อผู้นำก่อน เพราะผู้นำคือชาติ ผู้นำความรุ่งเรืองไปข้างหน้าได้ โดยวัดจากผลงานในอดีต

 ผมไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวถึงผู้นำจำเพาะเจาะจง ผู้นำอาจหมายถึงนักการเมืองจากการเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งตัวบทกฎหมาย

 ทีนี้ปัญหาที่ตามมาก็คือ ชาตินิยมนั้นทำให้ชาติยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่กว่าผู้นำชาติ

 ชาติในแง่นี้จึงไม่ต้องจงรักภักดีต่อผู้นำ แต่ผู้นำต้องจงรักภักดีต่อชาติ ผู้นำอาจถูกกล่าวหาว่า ไม่ทำให้ชาติก้าวหน้า หรือขายชาติ หรือเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชาติ ทั้งนี้เพราะชาตินิยมและชาติ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสมัยใหม่ ไม่ว่าจะอ้างความเก่าแก่แค่ไหน ตราบใดที่ไม่สามารถอธิบายเป้าหมายทิศทาง และกระบวนการที่จะไปข้างหน้าได้ ผู้นำเหล่านั้นก็จะถูกชาติไล่ล่าในท้ายที่สุด

 บางครั้งคนเราฆ่ากันตายไม่ใช่เพราะไม่รักชาติ หรือไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง แต่รักชาติมากจนเกินไปต่างหาก คอมมิวนิสต์หลายประเทศฆ่าคนก็เพราะอยากให้ชาติเป็นไปในแบบหนึ่ง ฝ่ายไม่เอาคอมมิวนิสต์ก็รักชาติจนต้องฆ่าคอมมิวนิสต์ในฐานะศัตรูของชาติ ทั้งสองฝ่ายก็มองไปข้างหน้าทั้งคู่แหละครับ

 เราเคยถามคำถามไหมว่า จะรักชาติให้พอดีๆ ยังไง มีแต่บอกให้รักชาติมากๆ เห็นแก่ชาติมากๆ ซึ่งอาจทำให้ความรักชาติแปรเปลี่ยนไปเป็นคลั่งชาติเข้าจนได้ ถ้ายังไม่รู้เลยว่าชาติ (นิยม) คืออะไรและมีพลังทั้งสร้างสรรค์และทำลาย

 เราจึงต้องมีสติกับคำว่าชาติบ้านเมืองให้มาก ไม่ใช่แค่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ไม่งั้นมันจะยุ่ง เพราะชาติบ้านเมืองเป็นของทุกคน ดังนั้นก็ต้องฟังกันทุกฝ่าย

 ถ้าไม่เริ่มจากการอธิบายว่าทุกคนเป็นเจ้าของชาติบ้านเมืองก่อน การบอกว่าอีกฝ่ายไม่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง จะเป็นจุดตั้งต้นของการผลักคนกลุ่มนั้นออกไปจากชาติบ้านเมือง แล้วก็จะเป็นพลังย้อนกลับมาทำลายคนที่อ้างได้เสมอๆ เพราะชาติบ้านเมืองนั้นยังมีความหมายในฐานะคำอันทรงพลังที่เป็นปริมณฑลของการต่อสู้ในการกำหนดนิยามความหมายได้จากหลายฝ่าย และไม่เคยมีใครยึดกุมความหมายของมันได้อย่างจีรังยั่งยืน