คอลัมนิสต์

สุดยอดของสิ้นดี

สุดยอดของสิ้นดี

11 เม.ย. 2552

การต่อสู้ของแกนนำเสื้อแดงเพื่อเงินและนักโทษหนีคุกได้สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองสมใจอยากของเจ้านาย ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน จากการชุมนุมยืดเยื้อ ทั้งยังถูกแท็กซี่กลุ่มหนึ่งปิดถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อกดดัน โดยไร้เหตุผล แกนนำอ้างอย่างหน้าด้าน

 การต่อสู้เพื่อเงินค่าจ้างจัดม็อบเป็นหนทางสร้างรายได้ แกนนำรายหนึ่งเพิ่งซื้อบ้านหรูย่านสนามบินน้ำ ราคา 20 ล้านบาทด้วยเงินสด หลังจากทำงานการเมืองเพียง 1 ปี เห็นผลตอบแทนรวดเร็วกว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 หลายงวด

 จะเห็นได้ว่าการรับจ้างจัดม็อบกดดันรัฐบาล ตอบสนองความต้องการของนักโทษหนีคุก แลกกับความเสี่ยงถึงขั้นติดคุกนั้น ยิ่งกว่าคุ้มสำหรับพวกหัวโจก เพราะได้ทั้งบ้าน เงินก้อนงาม ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

 ผลสุดท้ายต้องใช้ชีวิตนอกหรือในคุก ต้องแล้วแต่เวรกรรมทำไว้ให้บ้านเมือง เพราะต้องการล้มล้างสถาบันหลักของแผ่นดิน

 การปิดล้อมถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นการลงทุนน้อย ใช้แท็กซี่ไม่กี่คันก็สำเร็จ คนไทยเป็นพวกยอมง่าย ไม่อยากมีเรื่อง ถ้าเป็นประเทศอื่น พวกปิดถนนคงถูกประชาชนคนเดือดร้อนต่อต้าน ถึงขั้นจลาจลหรือกลียุค

 ประชาชนคนเดินถนน หรือคนไข้หนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลย่านนั้น ถูกคนขับแท็กซี่ไม่กี่คนสร้างทุกข์หนัก ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย

 หลงเชื่อแกนนำไม่กี่คน ซึ่งสร้างรายได้จากการร่วมจุดม็อบเสื้อแดง !

 การปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ไม่เกี่ยวกับการดิ้นรนให้เจ้านายนักโทษหนีคุก เป็นความสิ้นคิด เห็นแก่ตัว เพราะคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องรับเคราะห์ไปด้วย สร้างเวรกรรมให้แผ่นดินต่อเนื่องยามวิกฤติเศรษฐกิจ

 รัฐบาลต้องพะวง นอกจากเป็นเจ้าภาพงานประชุมอาเซียนแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาของประชาชน เพราะม็อบเสื้อแดง และความเห็นแก่ตัวของคนหนีคุก

 จากการปิดถนน ยังมีแผนร้าย เช่นการปิดบริการรถไฟฟ้า และบริการคมนาคมประเภทอื่นๆ หลังจากเงื่อนไขยื่นให้รัฐบาลล้มเหลวไม่เป็นท่า

 จำนวนคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมไม่เพิ่มขึ้นจากวันแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดวงตาเห็นแสงธรรม รู้ว่าตกเป็นเครื่องมือของนักจัดม็อบสร้างรายได้

 แกนนำเสื้อแดงอ้างว่าไม่เกี่ยวกับกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ทั้งๆ ที่มีคนเสื้อแดงเป็นการ์ด เข้าร่วมชุมนุมด้วย และแกนนำก็มีตัวแทนคนขับแท็กซี่

 ถึงเวลาที่ประชาชนต้องแยกแยะเช่นกันว่าแท็กซี่กลุ่มไหนมุ่งเน้นการเมือง และกลุ่มไหนต้องการบริการประชาชน

 เจ้าหน้าที่ตำรวจรับมือได้หรือไม่ยังไม่รู้ เพราะต้องการใช้นโยบายโอนอ่อน ไม่อยากเปิดเงื่อนไขให้เป็นสาเหตุของความรุนแรง

 ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้แบบยืดเยื้อ พวกที่จะทนไม่ได้ก็คือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนนั่นเอง ทั้งมีรถยนต์ คนเดินถนน เพราะไปไหนไม่สะดวก

 นี่ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นคณาธิปไตย บ้านเมืองไร้ขื่อแป หากผู้รักษากฎหมายและกลไกของรัฐจัดการปัญหาไม่ได้

 นี่คือคนหยิบมือเดียว ประมาณ 1-2 หมื่นคน สวมเสื้อแดง แยกย้ายกันไปชุมนุมตามจุดต่างๆ เพื่อป่วนเมือง เป็นการสร้างกิจกรรมหลังจากจำนวนคนชุมนุมลดลงมากกว่าครึ่ง หากปักหลักอยู่ที่เดียว ย่อมสร้างความเบื่อหน่าย

 รัฐบาลมาถึงจุดนี้จะฉุกคิดได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ถ้าได้ใช้สื่อ ปรับเปลี่ยนกลไกข้าราชการ สลายเครือข่ายกลุ่มพวกจงรักภักดีนักโทษหนีคุก ก็คงไม่ต้องเผชิญปัญหาหนักอก ทั้งๆ ที่บริหารบ้านเมืองได้เพียง 3-4 เดือน

 แม้วิกฤติจะคลี่คลาย การใช้สื่อเพื่อให้ความกระจ่างในข้อเท็จจริงสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากไม่เป็นเหยื่อแล้ว ยังใช้เป็นปราการป้องกันการยุยงปลุกปั่น สร้างความวุ่นวายได้

 การใช้ความไม่สะดวกของคนอื่นมาเป็นอาวุธบีบบังคับรัฐบาลเป็นประเด็นสำหรับผู้รับผิดชอบบ้านเมืองต้องหามาตรการทั้งป้องกันและแก้ไข

 นับจากนี้ไป หากการเมืองยังไม่สิ้นสุดความแตกแยก ตัวการคือนักโทษหนีคุกยังมีอิสระ ใช้สื่อและเงินก้อนใหญ่ปลุกระดมมวลชนให้สู้เพื่อตัวเอง รัฐบาลจะอยู่นิ่งๆ ใช้วิธีตั้งรับปัญหาไม่ได้อีกแล้ว

 ถ้าไม่ใช้กฎหมายจัดการกับผู้ละเมิด ย่อมสะท้อนให้เห็นความอ่อนแอ ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา เมื่อเป็นคณาธิปไตยเป็นวิธีกดดันสำเร็จ

 หรือต้องการให้ประเทศไทยเป็นดินแดนของกองทัพส่วนตัวเหมือนฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในยุคของการปกครองของทรราชมาร์กอส

 มาถึงจุดนี้ ประชาชนคงเห็นแล้วว่านักโทษหนีคุกไม่ยอมดับสิ้น ยังดิ้นรนหวนคืนสู่อำนาจ แม้จะไม่สำเร็จ ก็ไม่ยอมให้คนทั้งประเทศมีความสุข

 เป็นความเห็นแก่ตัว ทั้งๆ ที่ตระกูลของตัวเองร่ำรวยจากแผ่นดินไทย !

 แม้จะเป็นเดนคนหนีคุก ก็ยังมีค่าในสายตาของพวกหิวเงินนิ ! อิอิอิ !!!