คอลัมนิสต์

เก็บตกจากซัมมิตจี 20

เก็บตกจากซัมมิตจี 20

09 เม.ย. 2552

วันนี้ผมจะขอชวนท่านผู้อ่านคุยเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัวแต่อาจจะส่งผลมาถึงเรื่องปากท้องของชาวเราก็ได้ เรื่องที่ว่านั้นก็คือเรื่องการประชุมของผู้นำมหาประเทศทั่วโลกที่เรียกว่า “จี 20” ซึ่งมีขึ้น ณ กรุงลอนดอน เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้รับเช

 เมื่อก่อนเดินทางนายกรัฐมนตรีของเราได้พูดถึงหัวข้อที่จะนำไปเสนอในที่ประชุม 3-4 หัวข้อ ดูเป็นเรื่องขึงขังแต่เสียใจที่เวทีนี้สำหรับ “ขาใหญ่” ของโลกเท่านั้น สื่อต่างประเทศจึงไม่ค่อยได้พูดถึงบทบาทของนายกฯ ไทย เรื่องนี้ท่านนายกฯ ควรจะต้องเล่าให้พวกเราฟังถึงรายละเอียดว่าได้ไปพูดที่ไหนอย่างไร และที่ประชุมขานรับอย่างไร อย่าตีขลุมเอาว่าผลสรุปของที่ประชุมที่จะช่วยเหลือประเทศยากจนนั้นไปจากข้อเสนอของเรา ทั้งนี้เพราะท่านใช้ภาษีอากรของพวกเราเป็นค่าเดินทางพวกเราจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ตามระบอบการเมืองใหม่ที่ร่ำร้องหากัน

 ผู้นำทั้ง 20 ชาติมาจากทุกทวีปทั่วโลก น่าสังเกตว่าผู้นำที่ไปจากทวีปเอเชียนั้นมีถึง 8 ท่าน (รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุม 1 ท่าน) มากกว่ามาจากทวีปใดๆ ประชุมกันแค่วันสองวันก็ได้ข้อสรุปมา 6 หัวข้อใหญ่ๆ ซึ่งมีข่าวรายละเอียดตามสื่อต่างๆ ไปแล้ว ผู้นำหลายท่านรวมทั้งนายกฯ ไทยต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการประชุมครั้งนี้ประสบผลสำเร็จเป็นประวัติการณ์ ทุกชาติต่างเห็นภัยเศรษฐกิจร่วมกัน จึงได้หารือกันในเชิงสมานฉันท์ ไม่มีข้อขัดแย้งกันเหมือนเก่าเมื่อเสือหลายตัวต้องมาอยู่ในถ้ำเดียวกัน

 สาระสำคัญของข้อตกลงที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษสองสามข้อ ดังนี้

 ข้อแรก ทั้ง 20 ชาติตกลงจะอัดเงินผ่านไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาต่างๆ เป็นวงเงินประมาณ 35 ล้านล้านบาท เป็นเงินก้อนมหึมาที่ประเทศไทยเองก็มีสิทธิ์จะได้รับโดยการกู้ยืม (อย่างน้อยมาปะงบประมาณที่ขาดดุล)

 ในวงเงินที่กันไว้มีจำนวนประมาณเกือบ 9 ล้านล้านบาทนั้นไว้สนับสนุนเรื่องการส่งออกแต่เขามุ่งไปยังประเทศที่ยากจนจริงๆ ผู้ส่งออกของไทยจะมีโอกาสหรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

 เรื่องสำคัญต่อไปที่บรรดาท่านผู้นำได้ตกลงกันไว้คือ การเขม็งเกลียวการออกกฎข้อบังคับที่ใช้ในระบบการเงินให้ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ในเรื่องนี้เขาได้พุ่งความสนใจไปที่ “กองทุนสามานย์” (เฮดจ์ ฟันด์) คนไทยคงไม่ลืมว่ากองทุนพวกนี้ได้เคยถล่มเศรษฐกิจของเราพังพาบไปเมื่อปี 2540 ที่เป็นต้นเหตุแห่ง “โรคต้มยำกุ้ง” คราวนี้ฝรั่งโดนด้วยกันเองเพิ่งจะรู้รส

 นอกจากนี้เขาได้พูดกันถึงเรื่องที่หลบภาษีจะมีการกวดขันและหาทางลงโทษต่างๆ เพื่อป้องกันโจรสวมเสื้อนอก “ใช้เป็นแหล่งซุกซ่อนเงิน”

ในที่ประชุมนี้ยังยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคือเอาเงินของแผ่นดินหว่านโปรยไปในระบบเหมือนที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องทำด้วยวิธีใครวิธีมัน คาดกันว่าในสิ้นปี 2552 นี้ทั่วโลกจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลถึงประมาณ 180 ล้านล้านบาท

เหล่านี้คือสาระสำคัญที่เก็บตกได้มาจะมีผลต่อปากท้องของชาวเราอย่างไร ตรองดูเอง

นายหนูใหญ่
[email protected]