
ประชาธิปไตยที่ห้ามกินกับประชาธิปไตยที่กินได้
ในสังคมไทยอาจมีประชาธิปไตยหลายแบบ แต่จะขอยกตัวอย่างประชาธิปไตยสัก 2 แบบ มาพิจารณากัน นั้นคือประชาธิปไตยที่ห้ามกินกับประชาธิปไตยที่กินได้ หรือจะเรียกว่า ประชาธิปไตยในฐานะทรัพย์สิน (property) กับ ประชาธิปไตยในฐานะทรัพยากร (resource)
ผมไม่ได้บอกว่าต้องเลือกประชาธิปไตยอย่างไหน แต่อยากพยายามทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยทั้งสองแบบมันมีฐานคิดและฐานปฏิบัติที่ต่างกัน และในขณะนี้ผมก็ยังไม่เชื่อว่าจะเชื่อมประสานให้ประชาธิปไตยทั้งสองแบบอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
ในวันนี้จึงป่วยการที่จะบอกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร แต่ควรเข้าใจแนวคิดทั้งสองฝ่ายมากกว่า
ประชาธิปไตยที่ห้ามกิน มักจะอ้างตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยที่ใสสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น เป็นประชาธิปไตยที่ "ห้ามกิน" เพราะประชาธิปไตยเป็นเสมือนทรัพย์สินของปัจเจกบุคคล หรือของชาติที่หมายถึงองค์รวมของบุคคล
ประชาธิปไตยเช่นนี้เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นทรัพย์สิน ที่ต้องการความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการบริหารและใช้งาน ศัตรูของประชาธิปไตยแบบนี้มี 2 แบบ คือ ทรราชที่เข้ามาพรากทรัพย์สินหรือประชาธิปไตยของพวกเขาไป และประชาชนจำนวนมากที่ใช้ทรัพย์สินไม่เป็น เช่น เอาไปขาย ผ(ขายสิทธิขายเสียง)
ประชาธิปไตยที่กินได้นั้น ไม่จำเป็นต้องแปลว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงกว่า แต่หมายถึงประชาธิปไตยที่เป็น (ฐาน) ทรัพยากร เหมือนกับดิน น้ำ ป่า อากาศ ที่ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครให้มา มาเมื่อไหร่ และเป็นของคนใดคนหนึ่ง
ประชาธิปไตยในแง่นี้เป็นที่มาของการทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการทำมาหากินสืบเนื่องต่อไป เหมือนกับการมีที่ดิน มีน้ำที่จะเพาะปลูก ทำให้ชีวิตงอกเงย
ประชาธิปไตยในแง่นี้อาจไม่ใช่สิทธิและเสรีภาพของคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงการเข้าถึงอำนาจของคนทั้งชุมชน ทั้งหมู่บ้าน ในแง่นี้ประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องมากับ "สมอง" แต่อาจจะมาจาก "หัวใจ" ในความหมายว่าเขาอาจไม่ได้มีความเข้าใจถ่องแท้ในประชาธิปไตย แต่เขารู้ว่ามันมีค่าสำหรับเขา ค่าที่มีสำหรับเขาอาจจะอธิบายชัดเจนไม่ได้
แต่ลึกๆ เขารู้สึกและสัมผัสได้
คนจำนวนมากที่เรียกร้องหรือแทนประชาธิปไตยอาจไม่ได้คิดจะพลีชีพ เพราะรู้สึกว่าตนนั้นถูกพรากจากทรัพย์สินที่เข้าใจถ่องแท้ว่ามีอำนาจ ขอบเขตและคุณลักษณะอะไร แต่เขารู้สึกว่าเขาต้องออกมาสู้เพราะเขาถูกพรากที่ดิน น้ำ ป่า อากาศ ที่เขาทำกินของเขาได้
เขาอาจไม่รู้หรือไม่สนใจว่าเขาได้สิ่งเหล่านี้มาเมื่อไหร่ เพราะนั่นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือสำหรับเขา ประชาธิปไตยนั้นมีขึ้นมีลง เหมือนทรัพยากรที่เขามี บางปีก็ดี บางปีก็ไม่ดี ก็ต้องผลัดเปลี่ยนกันไป
และที่สำคัญประชาธิปไตยสำหรับเขาจึงเป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่อง "การเมือง" หรือ "สิทธิทางการเมือง" ที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หรือเว้นวรรคได้เพราะการเมืองไม่ใช่เรื่องของการสร้างความมั่งคั่ง
แต่ประชาธิปไตยที่กินได้นั้นเป็น "สิทธิธรรมชาติ" ที่มากับชาวบ้านอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อขาดไปเมื่อไหร่ ก็เหมือนขาดทรัพยากร (ต่างจากขาดทรัพย์สิน) หรือบางครั้งอาจไม่ขาดแต่ก็เข้าไม่ถึงและเข้าถึงได้ยาก
ลองนำเสนอดูครับ เผื่อจะนำมาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ชัดเจนและเห็นอกเป็นใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ



