
นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลเซีย
มาเลเซียมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียทรงอนุมัติใบลาออกของ นายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี และทรงแต่งตั้งให้ นายนาจิบ ราซัค รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน
ดะโต๊ะเสรี นาจิบ ตนอับดุลราซัค หรือ นาจิบ ราซัค วัย 55 ปี นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของมาเลเซีย นับตั้งแต่ประเทศนี้ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี พ.ศ.2500 เขาเป็นบุตรของ ตนกูอับดุลราซัค บินฮูเซ็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งการพัฒนาประเทศ” และได้รับความสนับสนุนทางการเมืองอย่างเต็มที่จาก มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตหัวหน้าพรรคอัมโน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ซึ่งเคยได้รับการอุปภัมภ์ค้ำชูจาก ตนกูอับดุลราซัค สมัยที่ มหาธีร์ ยังเป็นสมาชิกหนุ่มหัวรุนแรงในพรรคองค์การสหชาติมาเลย์ (อัมโน)
แม้จะได้แรงสนับสนุนจากมหาธีร์ แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางการเมืองของนาจิบจะราบรื่น นับตั้งแต่การเผชิญกับคู่แข่งภายในพรรคที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก อย่าง อันวาร์ อิบรอฮิม ซึ่งแทบจะบดบังรัศมีของ นาจิบ เสียสนิท เมื่อ อันวาร์ อิบรอฮิม สิ้นแสง ก็เกิดความไม่ลงรอยระหว่างมหาธีร์ กับ บาดาวี นายกรัฐมนตรีคนต่อมาในหลายๆ เรื่อง ประกอบกับการหยิบยกเรื่องคดีฆาตกรรม น.ส.อันดาลดูยา ซาริบู นางแบบชาวมองโกเลียในมาเลเซีย เมื่อปี 2549 ขึ้นมาการกล่าวหาว่า นายนาจิบ มีส่วนเกี่ยวพันด้วย แต่นักสืบเอกชนซึ่งเป็นผู้กล่าวหา นายนาจิบ ก็ขอถอนคำกล่าวหาในเวลาต่อมา โดยอ้างว่าตนถูกบีบบังคับให้กระทำการดังกล่าว
แต่สถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสสำหรับ นายนาจิบ ก็คือ ภาวะตกต่ำและความแตกแยกภายในพรรคอัมโน ซึ่งปกครองประเทศมาเป็นเวลานานถึง 51 ปี และประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่แล้ว อันเป็นผลให้พรรคฝ่ายค้านมีชัยในการเลือกตั้งจาก 5 รัฐ ใน 13 รัฐ และครองที่นั่งในสภาได้ถึง 82 ที่ ทำให้รัฐบาลมีที่นั่งไม่ถึง 2 ใน 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี จน มหาธีร์ ต้องออกโรงเรียกร้องให้ บาดาวี แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอัมโนและตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และปัญหาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นก็คือความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า นายนาจิบจะเตรียมตัวทำการบ้านล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี เพราะทันทีที่ได้รับตำแหน่ง เขาก็ประกาศนโยบายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และบรรษัทที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ปรับโครงสร้างกระทรวงทบวงกรม ปฏิรูปการศึกษา และปรับปรุงระบบพลังงาน และการเกษตรของชาติ โดยดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วย รวมทั้งยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัทการค้าของมาเลเซียได้สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและพัฒนา และจูงใจมิให้นักลงทุนถอนเงินที่ลงทุนในมาเลเซีย โดยก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินทุนออกจากมาเลเซียไปแล้ว เป็นจำนวนรวม 24 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากการถดถอยของตลาดการค้าในมาเลเซีย อันทำให้มาเลเซียสูญเสียศักยภาพของการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนกับประเทศในภูมิภาคนี้
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ประกาศจะเร่งดำเนินแผนการปรับปรุงและปฏิรูปต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างภายในเวลา 100 วัน
และ 100 วันข้างหน้านั้น จะเป็น "100 วันหรรษา" หรือ "100 วันอันตราย" ของผู้นำคนใหม่ของมาเลเซีย อีกไม่นานเกินรอก็คงจะได้เห็นกันครับ



