
การบังคับใช้กฎหมายโดยสุจริต ?
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 39 "บุคคลใดไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้..."
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย"
มาตรา 3 "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..."
นี่คือกฎหมายที่ประเทศซึ่งปกครองประชาชนในรูปแบบนิติรัฐยึดถือสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และบังคับใช้กับประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
การชี้แจงจากผู้บริหารในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีการสอบสวนคดีนำเข้าสารซัลเฟอร์ฯ ของบริษัทยักษ์ใหญ่และบริษัทข้ามชาติซึ่งผิดกฎหมาย และมีหน่วยงานของรัฐร้องทุกข์ให้ดีเอสไอดำเนินคดีล่วงเลยมาเป็นเวลานานมากแล้ว มีสาระสำคัญคือยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าของบริษัทเหล่านั้น ในความผิดที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการลงทุน และยังไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย เพราะมีการฟ้องร้องกันที่ศาล
การชี้แจงดังว่าเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ กฎหมายที่กล่าวมาเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เพื่อสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่มีผู้มีอิทธิพลสูงเกี่ยวข้องเกินกำลังกว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายปกติจะดำเนินการ จึงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับเทพในด้านกฎหมาย การเงิน การธนาคาร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การระหว่างประเทศ ฯลฯ
พฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้บริหารในดีเอสไอ ทำให้เกิดความสงสัยว่า เอาคนระดับใดมาทำงานในกรมนี้ หากยังไม่มีการพัฒนาให้ดีขึ้น ก็ยุบมันทิ้งเสียเถอะ มอบงานให้ตำรวจกองปราบปรามรับผิดชอบไปดีกว่า
คมพิทักษ์ราษฎร์



