คอลัมนิสต์

รัฐบาลเผชิญศึกหลายด้าน

รัฐบาลเผชิญศึกหลายด้าน

07 เม.ย. 2552

บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างหนัก หาทางออกไม่พบ เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย นอกจากปัญหาเศรษฐกิจซึ่งกำลังสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน กลุ่มคนมีรายได้น้อย พวกว่างงาน มีหนี้สินแล้ว การสร้างความวุ่นวายโดยกลุ่มมวลชนปลุกปั่นโดยอดีตผู้นำรัฐบาล

ปัจจุบันอยู่ในสถานภาพของนักโทษหนีคุก เท่ากับเป็นการซ้ำเติมประเทศ เพราะหวังจะใช้มวลชนกดดัน ปูทางให้ตัวเองได้กุมอำนาจรัฐ และปลดเปลื้องโทษจำคุกและคดีอาญาสารพัด เป็นผลพวงจากนโยบายและพฤติกรรมทุจริต คอรัปชั่น สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง ครอบครัว และเครือข่ายพวกพ้อง

 ประเทศไทยจึงเสมือนตกอยู่ในสภาวะบ้านแตก เพราะกลุ่มคนจำนวนหนึ่งไม่สำนึกในบุญคุณแผ่นดิน รับใช้นักโทษหนีคุกและคดีอาญาเพียงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เมื่อแผนสร้างความปั่นป่วนนั้นลามไปถึงขั้นจ้องล้มสถาบันหลักของแผ่นดิน

 ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับเจตนาร้ายของขบวนการป่วนเมืองของมวลชนรับใช้นักโทษหนีคุก ซึ่งใช้ฐานในประเทศใกล้เคียงและสื่อประโคมป้อนข้อมูลเท็จ ปลุกระดมมวลชน อย่างไร้ยางอาย โดยที่รัฐบาลไม่ตอบโต้ หรือชี้แจงให้ประชาชนที่หลงผิดได้หูตาสว่างว่า ถ้อยคำของนักโทษหนีคุกนั้นไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีพฤติกรรมยอกย้อนปลิ้นปล้อนเพื่อตัวเองมาโดยตลอด

 แม้กระทั่งหน่วยงานความมั่นคงก็ไม่สามารถสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชนได้ เมื่อมีข้อมูลข่าวสารบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และข้าราชการส่วนหนึ่ง ได้ยอมรับใช้ขบวนการล้มล้างสถาบันโดยนักโทษหนีคุก รัฐบาลยังพยายามทำเป็นไม่รับรู้ความเลวร้ายของปัญหา โดยเชื่อว่าประชาชนรับรู้ความจริง ทั้งๆ ที่องค์กรสื่อของรัฐไม่ได้ทำหน้าที่ให้ความกระจ่าง แม้จะมีเสียกเรียกร้องของคนในพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ กลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งเป็นห่วงบ้านเมืองว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะจมลึกจนยากแก่การแก้ไข หรือต้องใช้เวลายาวนาน

 นอกจากปัญหาภายในแล้ว ประเทศกัมพูชายังมีพฤติกรรมก่อกวน สร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันตามชายแดนร่วม ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บของทหารทั้งสองฝ่าย หลังจากเป็นที่รู้กันว่า นักโทษหนีคุก ตัวการสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ได้หลบอยู่ในกัมพูชา ใช้ประเทศนั้นเป็นฐานปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อชิงอำนาจรัฐ และหวังประโยชน์ร่วมจากทรัพยากรธรรมชาติ หลังจากเครือข่ายการเมืองทำให้ประเทศไทยเสียการครอบครองพื้นที่ อำนาจต่อรองบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร และการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเล ชายแดนทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา

 ทั้งสองเหตุการณ์ถูกมองว่าเกี่ยวโยงกัน ทำให้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องรับศึก 3 ด้าน นอกจากการเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียน ที่พัทยา ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน แต่ต้องผ่านการทดสอบโดยพลังของมวลชนเสื้อแดงและแกนนำเครือข่ายของกลุ่มจ้องล้มสถาบันหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ ให้ความปลอดภัยแก่ผู้เข้าร่วมประชุมได้ เพราะมีแนวโน้มก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อหาประโยชน์ เช่น การลี้ภัยทางการเมือง การประกาศจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เป็นต้น ดังนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์จะนำไปสู่อะไร รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคงและรักษากฎหมายต้องดำเนินคดีกับตัวการ แกนนำของมวลชน ซึ่งสร้างความวุ่นวาย แบ่งแยกดินแดน ให้เป็นรัฐไทยใหม่ตามคำประกาศเพื่อตอบสนองนักโทษหนีคุก