
การเมืองอุดมคติแบบไทยที่อาจพาให้เราเสียสติได้
งานเขียนชิ้นนี้พยายามที่จะเข้าใจพลังของความขัดแย้งที่สำคัญในสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้
การพูดถึงพลังความขัดแย้งในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่า มีเพียงสองขั้วความคิดในสังคม แต่อย่างน้อยเมื่อทักษิณและคณะกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เรื่องที่สำคัญก็คือ อะไรคือวิธีการปกครองและความเข้าใจในเรื่องการเมืองของทั้งสองฝ่าย
จึงอยากจะขอเรียนกว่าการเมืองแบบอุดมคติเกิดขึ้นตอนนี้ในสองรูปลักษณะ
ในลักษณะแรก การเมืองของไทยนั้นเป็นเรื่องของการเจรจา ต่อรอง และควบคุม (co-optation and control) ในความหมายที่ว่าเป็นเรื่องที่เอาผู้ใหญ่มาคุยกัน ทางออกของบ้านเมืองเป็นเรื่องของการที่เอาตัวแทนที่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในแง่ของคนที่อยู่ที่หัวขบวน ให้มาคุยกัน
บางครั้งอาจจะหมายถึงการปล่อยให้มีอิสระในระดับหนึ่ง ตราบใดที่ยังยอมรับความสำคัญของ ศูนย์กลางอำนาจอยู่
ความเป็นอิสระ อาจแปลความหมายได้หลายอย่างเช่น อิสระในการปกครองพื้นที่ ในส่วนหนึ่งของประเทศ ที่หมายถึงการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่บ้านเมือง กับผู้นำในพื้นที่ ภายใต้รูปแบบการบริหารการปกครองพื้นที่แบบหนึ่ง ที่ต้องมีการควบคุม
หรืออิสระในการปกครองท้องที่ภายใต้ระบบเลือกตั้งนักการเมืองสามารถให้ประโยชน์แก่คนในพื้นที่ได้ แต่ก็จะต้องยอมให้มีการควบคุมในระดับหนึ่ง
หรือหมายถึงการปล่อยให้มีอิสระในการจัดการกันเองของกลุ่มนักธุรกิจ แต่แกนนำของระบบการเงิน การอุตสาหกรรม และการค้าต้องมาร่วมโต๊ะและมาร่วมผลักดันกับหัวหน้าคณะปกครอง แทนที่จะท้าทายอำนาจผู้ปกครองโดยการลงสมัครรับเลือกตั้งเอง หรือท้าทายอำนาจของหัวหน้าคณะ
ปัญหาของระบบแบบนี้ก็คือ การทำให้การเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และการควบคุมทำให้คนที่อยู่ข้างล่างรู้สึกว่าตัวแทนของพวกเขานั้นบางครั้งไม่ใช่ตัวแทนของเขาอีกต่อไป ผู้นำเหล่านี้หรือตัวแทนเหล่านี้อาจจะถูกซื้อได้ และทำให้คนข้างล่างสนใจตัวแทนคนอื่น หรือพยายามรวมตัวกันเอง
ในลักษณะที่สอง การเมืองเป็นเรื่องของการยินยอมมอบความไว้วางใจของตนไปที่หัวหน้าคณะโดยตรง ในความหมายของการมอบเจตจำนงและความยินยอมพร้อมใจ (consent) และอำนาจนั้นเรียกคืนไม่ได้ง่ายนัก และไม่ต้องมีตัวแทนที่อยู่ตรงกลาง
การมอบความยินยอมพร้อมใจคือการเลือกตัวแทน และมากกว่านั้น การมอบความยินยอมพร้อมใจนั้นกำลังถูกแปลค่ามากขึ้นกว่าเดิมที่เรามองว่าการมอบความยินยอมพร้อมใจเป็นเรื่องของการเลือกผู้แทน กลายเป็นเรื่องของการยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้แทน ในแง่ของการเป็นศาลประชาชน ราวกับเป็นคณะลูกขุน
เรื่องนี้ต้องตั้งสติกันให้ดี ก่อนจะคิดว่าเราต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง เราอาจจะต้องมาคิดกันว่า การเมืองอุดมคติของผู้นำทั้งสองแบบนี้ใช้ประโยชน์จากเรื่องของชาติบ้านเมืองเข้าทางตัวเองอย่างไร และอ้างความเป็นตัวแทนในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างไร
คำถามคือในการเมืองอุดมคติทั้งสองแบบ เราจะพัฒนาอำนาจของประชาชนให้มีส่วนร่วมมากกว่าการมีตัวแทน แล้วปล่อยให้ตัวแทนของเราไปติดต่อกับคนที่ไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงของเราอย่างไรในด้านหนึ่ง และอีกทางหนึ่งเราจะต้องเลือกตัวแทนและฟอกตัวแทนของเราที่เราควบคุมไม่ได้ได้อย่างไร
ถ้าเราคิดว่าการเมืองอุดมคติสองแบบนี้ไม่ใช่ทางออกของพวกเรา เราจะทำอย่างไรให้โอกาสนี้ทำให้เราพัฒนาระบบการมีส่วนร่วม (ไม่ได้แปลว่าระบบตัวแทน) ให้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้กฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่มาจากตัวพวกเรา และทำให้เราเข้าใจเรื่องความยุติธรรมได้ชัดเจนขึ้นว่าไม่ใช่การถูกกำหนดโดยผู้ตัดสินคดีที่เรามีหน้าที่ยอมรับและล่วงละเมิดไม่ได้
ทั้งที่เราเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตย หรือหมายถึงการฟอกความผิดให้นักการเมืองในนามของการเลือกตั้งและแสดงพลังทางการเมือง
ถ้าย้อนเวลาได้ ผมอยากเห็นการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ 2540 ให้ดีขึ้น ผมอยากเห็นการพยายามดำเนินคดีและการคัดค้านการปรับเปลี่ยนกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทักษิณมากกว่าที่เป็นมา และผมอยากเห็นการดำเนินคดีกับคณะรัฐประหาร และบรรดาพันธมิตรของคณะรัฐประหาร
เราจะย้อนเวลากลับไปได้อย่างไรน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องพยายามหาทางออกกันมากกว่าเชื่อว่าเราย้อนเวลาไม่ได้และไม่ต้องทำอะไร เดินหน้าฝ่าความมืดไปเรื่อยๆ หรือเราจะย้อนเวลาไปแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งกันอย่างนี้
ตั้งเป็นโจทย์ของการปฏิรูปการเมืองก็ไม่เลวนะครับ ถ้าทุกฝ่ายเห็นว่าอย่างน้อยควรจะคุยกัน



