คอลัมนิสต์

งอมืองอเท้ารับชะตากรรม

งอมืองอเท้ารับชะตากรรม

07 เม.ย. 2552

วันแดงเดือด 8 เมษายน เป็นวันแตกหัก ตัดสินชะตากรรมของบ้านเมือง โดยมีนักโทษหนีคุก ซุกตัวอยู่ในกัมพูชาเป็นตัวป่วนหนัก ยุยงปลุกปั่นให้ชาวบ้านรวมตัวชุมนุมล้มล้างรัฐบาล และสถาบันหลัก โดยมีข้ออ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

นักโทษหนีคุกยังโกหกหน้าด้านๆ ปฏิเสธว่าไม่อยู่ในกัมพูชา คงต้องการปกป้องคนให้ซุกหัวลี้ภัย ใช้สื่อวิดีโอลิงก์บ่อนทำลายแผ่นดินเกิด ทั้งๆ ที่พวกสมุนอ้างตัวเป็นคนวงใน คุยโม้ว่าติดต่อสื่อสารกับนายในดินแดนของเพื่อนซี้ ฮุน เซน

 รัฐบาลยังใจเย็น นิ่งเฉย ไม่ใช้สื่อของรัฐตอบโต้ เอาความจริงเข้าสู้หักล้างข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ ให้ประชาชนได้รับรู้ว่านักโทษหนีคุกนั้นโกงบ้านกินเมือง

 สมุนลิ่วล้อ นักจัดม็อบแลกเงินนับวันยิ่งเหิมเกริม จาบจ้วงล่วงเกินใครก็ตามที่เอาความจริงเกี่ยวกับความชั่วร้ายของเจ้านายมาเปิดโปง

 ความเพิกเฉยละเลยของรัฐบาลสร้างความสงสัยว่าเป็นเพราะไม่ทันเกม ขาดข้อมูล ไม่รู้จะทำอย่างไร เช่นนั้นหรือ จึงนั่งรอรับชะตากรรมและความวุ่นวาย หรืออาจถึงขั้นมีประชาชนเลือดตกยางออก บ้านเมืองปั่นป่วนยับเยิน เพราะเสื้อแดงจ้องสร้างสถานการณ์ หวังล้มสถาบันหลัก สร้างความทุกข์ทั้งแผ่นดิน

 หรือนักการเมืองยุคนี้ไม่รู้จักพูดความจริง หรือนำความจริงมาพูดให้ชาวบ้านได้รับรู้ ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะรู้ว่าควรโม้โอ้อวดเรื่องตัวเองอย่างไร

 รัฐบาลย้ำซ้ำซากว่าไม่อยากทำอะไรผิดกฎหมาย หรือเหนือกฎหมาย !

 แต่การปล่อยให้แกนนำเสื้อแดง นักรับจ้างจัดม็อบแลกเงิน นักโทษหนีคุกพูดจาก้าวร้าว ละเมิดกฎหมายบ้านเมืองทุกวันนี้ ทำไมรัฐบาลไม่จัดการอะไร

 เมื่อไม่อยากอยู่เหนือกฎหมาย ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย !

 แกนนำเสื้อแดง และพวก ส.ส.ซากกากเดนจากพรรคโดนยุบ ประกาศแบบอหังการหลายครั้งว่าต้องจัดตั้งรัฐไทยใหม่ แบ่งแยกดินแดน ไม่ต้องอยู่ร่วมกัน

 พฤติกรรมลำพอง ยโสของแกนนำเสื้อแดงไม่อยู่เหนือกฎหมายหรือ !

 ประชาชนอาจทนกับนักการเมือง รัฐบาลที่โกงกิน โกหกพกลม หรือโง่เง่า ได้สักพัก แต่ไม่ยอมรับรัฐบาล นักการเมืองกุมอำนาจรัฐที่แสดงความอ่อนแอแน่ๆ

 ทุกวันนี้ รัฐบาลกำลังถูกประชาชนมองด้วยสายตาอย่างนั้น เมื่อไม่กล้าแม้แต่ปกป้องตัวเอง อยู่เฉยๆ แล้วจะให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่ามีความกล้าหาญเพียงพอในการปกป้องสถาบันหลัก ความมั่นคงของแผ่นดิน

 ขาดสัญชาตญาณของการปกป้องรักษาตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ !

 ผู้นำรัฐบาลมีความรู้ ความสามารถ ประชาชนชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต แต่ต้องไม่ยอมให้ประชาชนมอง หรือเกิดความรู้สึกว่ามีความอ่อนแอ โลเล ไม่กล้าตัดสินใจ ถูกครอบงำ เมื่อขาดความเชื่อมั่น ย่อมนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ

 การไม่ใช้สื่อของรัฐแก้วิกฤติเป็นความผิดพลาด แต่เป็นความเลวร้ายกว่าเมื่อยังเพิกเฉย หลังจากมีคำแนะนำจากผู้หวังดี เป็นห่วงบ้านเมืองซึ่งมีอยู่ทั่วทิศ

 หรือไม่รู้จริงๆ ว่าสื่อขององค์กรรัฐ เอกชน โดนซื้อเกือบหมดแล้วนิ ! อิอิอิ !!!