คอลัมนิสต์

ประชาธิปไตยแบบไหน

ประชาธิปไตยแบบไหน

03 เม.ย. 2552

กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลนานกว่า 1 สัปดาห์ นับเป็นสถิติใหม่ ยืดเยื้อกว่าที่เคยทำ และยังใช้วิธีดาวกระจายไปเรียกร้องหน้ากระทรวงการคลัง และนัดชุมนุมใหญ่สัปดาห์หน้า หวังล้มล้างรัฐบาล การปกครองแผ่นดิน หรืออาจลุกลามไปถึงสถาบันหลักของชาติ ตามเจตนาร้

การกล่าวอ้างว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตย หรือระบอบการปกครองเป็นลักษณะของอำมาตยาธิปไตยนั้น ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง เพราะก่อนหน้านี้มีรัฐบาลนอมินีกุมอำนาจรัฐถึง 2 คณะ ตามการสั่งงานโดยนักโทษหนีคุก และรอคดีอาญาอีก

 ในความหมายของกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงและเครือข่าย การเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นรัฐบาลเฉพาะที่พวกกลุ่มตัวเองได้กุมอำนาจ หากแตกต่างแล้ว ไม่ว่าจะผ่านการเลือกในสภาก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

 หากจะยึดหลักเอาแต่ได้เช่นนี้ ประชาธิปไตยที่กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเรียกร้อง ยิ่งเลวร้ายกว่าระบบซ่องโจร เพราะการเลือกหัวหน้าโจรมีแต่การใช้กำลังเข้าข่มขู่คุกคามแบบป่าเถื่อน หรือบีบบังคับหักหาญด้วยความถ่อย ไม่คำนึงถึงศีลธรรม จริยธรรม หรือคุณสมบัติของผู้นำ ไปเลือกใครก็ได้ หากพร้อมรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มปล้นชาติ สมบัติแผ่นดิน

 การชุมนุมหน้าทำเนียบ โดยการปลุกปั่นยุยงโดยนักโทษหนีคุกและคดีอาญา ย่อมไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย เพราะแท้ที่จริงนั้นเป็นความต้องการล้มรัฐบาล ยึดอำนาจรัฐ และปลดเปลื้องโทษของนักโทษหนีคุกให้มีโอกาสได้ยึดสมบัติจากการขายสมบัติของแผ่นดินคืนเท่านั้น

 ประชาชนทั่วไปสมควรแยกแยะความแตกต่างให้ถูกต้อง เพราะการเรียกร้องหาประชาธิปไตยเป็นเพียงฉากบังหน้า เพราะกลุ่มที่เข้าร่วมล้วนเป็นพวกมีชนักปักหลัง รอการชำระสะสางในคดีกล้ายาง หวยบนดิน เอาปราสาทพระวิหารไปให้กัมพูชา และคดีอื่นๆ เกี่ยวโยงกับเครือข่ายของบุคคลรับใช้นักโทษหนีคุกทั้งสิ้น

 ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีหน้าที่ต้องใช้สื่อของรัฐอย่างจริงจังในการชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมโดยความหลงผิด หากประสงค์หลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือสลายการชุมนุม เมื่อเห็นว่าพวกเรียกร้องนั้นกระทำผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนคำสั่งศาลให้เปิดทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลสำหรับข้าราชการและผู้บริหารรัฐบาล เพราะไม่ต้องการให้เหตุการณ์ลุกลามจนทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งสร้างปัญหาต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป

 เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการตามความจำเป็นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่การทำความกระจ่างต่อประชาชนคือความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นหนทางที่จะทุเลาแรงกดดันจากมวลชนซึ่งหลงผิดเพราะถูกชักนำโดยนักโทษหนีโทษจำคุก และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย