คอลัมนิสต์

สงครามกลางเมืองในสเปน

สงครามกลางเมืองในสเปน

03 เม.ย. 2552

วันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1939 เป็นวันที่สงครามกลางเมืองที่โหดร้ายและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลกสิ้นสุดลง สงครามซึ่งกินเวลาเกือบ 3 ปี ใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นกันกว่า 1 ล้านคนและคร่าชีวิตคนไปถึง 5 แสนคน ครับ สงครามกลางเมื่อที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้ ก็คือสงครามกลางเ

สงครามกลางเมืองในสเปนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มสองกลุ่มที่มีความคิดความเห็นแตกต่างกัน และได้รับการถือหางจากต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสเปนไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยฝ่ายสังคมนิยมฝ่ายคอมมิวนิสต์ พวกสายกลาง รวมทั้งพวกคาดาลันและบาสก์ที่เรียกร้องการปกครองตนเอง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นเป็นกลุ่มชาตินิยม ซึ่งประกอบด้วยพวกที่นิยมกษัตริย์ พวกคาทออลิกหัวเก่า และฟาสซิสต์ฟังกิสต์ รวมทั้งกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆ ซึ่งกลุ่มสาธารณรัฐนิยมได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเม็กซิโก ส่วนกลุ่มกษัตริย์นิยมได้รับความสนับสนุนจากฟาสซิสต์อิตาลีและนาซีเยอรมัน

 ที่จริงความขัดแย้งระหว่างชาวสเปนสองกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อและมีมานานแล้ว แต่มาปะทุขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 เมื่อพวกเสรีนิยมได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจตามวิถีของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1812 และพยายามที่จะโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นแทน ทำให้ได้รับการต่อต้านจากพวกอนุรักษนิยมและกลุ่มศาสนารวมทั้งชาตินิยมฟาสซิสต์ แต่ในเวลาต่อมากลุ่มเสรีนิยมก็ถูกกลืนและถูกครอบงำโดยพวกสังคมนิยมสายสหภาพโซเวียต ในปี 1930 ราชวงศ์สเปนก็สิ้นอำนาจ และในปี 1931 ก็มีการสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นโดยกลุ่มฝ่ายซ้ายและสายกลางซึ่งลงมือปฏิรูปสังคมและปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ อันส่งผลกระทบต่อพวกเจ้าของที่ดินและศาสนา

 ขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ทหารบางส่วนที่ถูกตัดทอนงบประมาณและกำลังพล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 1931 ซึ่งให้เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกแก่ประชาชนมากขึ้น แต่กีดกันและลดบทบาทของฝ่ายคาทอลิกลงอย่างมาก อาทิ การให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการเลือกนับถือศาสนา การแยกศาสนาออกจากการเมือง ห้ามสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชน การริบทรัพย์ของโบสถ์ เป็นต้น จนพระสันตปาปาปาปิอุสที่ 11 ต้องมีสาส์นตำหนิรัฐบาลสเปนในเรื่องการคุกคามทางศาสนา และการริบทรัพย์สินของโบสถ์และโรงเรียนสอนศาสนา

 ในปี 1933 พรรคการเมืองฝ่ายขวามีชัยในการเลือกตั้ง แต่การบริหารประเทศก็เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น คนงานเหมืองถ่านหินก่อการสไตรค์และเกิดการจลาจลจนรัฐบาลต้องส่งกำลังทหารไปปราบปราม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน และทำให้ฝ่ายซ้ายสามารถรวมตัวกันได้ใหม่ จนนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งในปี 1936 แต่รัฐบาลชุดใหม่นั้นก็ต้องประสบปัญหาจากการก่อกวนจากฝ่ายขวาจัดแทน ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วประเทศ ชาวนาบุกเข้ายึดที่ดินจากเจ้าของที่ รวมทั้งมีการประท้วงหยุดงาน เผาทำลายโบสถ์ ลอบสังหารผู้นำฝ่ายต่างๆ จนถึงจับอาวุธเข้าต่อสู้กัน ฝ่ายชาตินิยมที่นำโดยนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก จึงถือเป็นสาเหตุในการทำการปฏิวัติเพื่อล้มรัฐบาล แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากกองกำลังฝ่ายซ้ายกลุ่มต่างๆ จนกลายมาเป็นสงครามกลางเมืองดังกล่าว

 สงครามกลางเมืองในสเปนครั้งนั้น เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1936 โดย นายพลฟรังโกนำทหารจากโมร็อกโก ข้ามชายแดนทางตอนใต้เข้ามาโจมตีสเปน โดยได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี อิตาลี และโปรตุเกส ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและกำลังคนจากสหภาพโซเวียต เม็กซิโก รวมทั้งกองกำลังอาสาสมัครคอมมิวนิสต์นานาชาติ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพของนายพลฟรังโกได้ และต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนในที่สุด
 
 สงครามกลางเมืองสเปนทำให้มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบไปถึง 5 แสนคน และภายหลังเมื่อนายพลฟรังโกขึ้นครองอำนาจ ยังสั่งจำคุกฝ่ายซ้ายเกือบ 1 แสนคน และคาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 3-3.5 หมื่นคน รวมทั้งถูกเนรเทศอีกเป็นจำนวนมาก
และคงไม่มีใครอยากเห็นสงครามกลางเมืองแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยใช่ไหมครับ?