คอลัมนิสต์

ผ่าแผน "พี พี พี"

ผ่าแผน "พี พี พี"

02 เม.ย. 2552

แผนแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจรอบที่ 1 ได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยความโกลาหลและยังไม่ทราบผลว่าจะส่งผลต่อการแก้วิกฤติ คือชะลอไม่ให้จีดีพีต้องทรุดหนักลงไปตามคำทำนายของหลายสำนักได้เพียงใด รัฐบาลก็เตรียมจะนำแผนรอบที่ 2 ออกมาประกาศใช้

อันว่าแผนที่ 1 นั้นรัฐบาลแจ้งว่าพุ่งเป้าไปที่สังคม 70% จึงได้เห็นการโปรยเงินจากเฮลิคอปเตอร์กันอย่างกับว่าธนบัตรคือกระดาษ โดยต้องเสียงบประมาณไปหลายหมื่นล้าน แต่ถึงกระนั้นนักวิชาการหลายท่านก็บอกว่ามันน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจีดีพีแล้วแค่ 1-2% คงจะต้องคอยเฝ้าดูกันต่อไปว่าใครผิดใครถูก แต่การปฏิบัติการแจกเงิน 2,000 บาทในรอบแรกนั้นทำให้ผู้คนพากันนินทาระบบบริหารของราชการไทยเป็นอันมากว่าขาดประสิทธิภาพเพราะงานง่ายๆ เช่น เรื่องการแจกเงินนี้ก็อุตส่าห์ทำให้เป็นเรื่องโกลาหล ผู้คนที่ไปรับเช็คช่วยชาติต่างก็บ่นว่ายิ่งเสียกว่าไปแย่งของในงานเทกระจาดตามศาลเจ้าดังๆ เสียอีก

 แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองนั้นรัฐบาลจะเน้นหนักไปในเรื่องโครงการพื้นฐานใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินมาก รัฐบาลจึงได้ออกตัวว่าจำเป็นต้องกู้เงินนอกมาใช้ แถมทวงบุญคุณว่ารัฐบาลไม่เลือกทางระดมเงินด้วยการขึ้นภาษีหรือการขายทรัพย์สินของรัฐก็ดีแล้ว และยังไม่แย่งกู้เงินในตลาดไทยเพื่อให้สภาพคล่องเป็นไปโดยปกติ และ “อาวุธลับ” ที่รัฐบาลคาดว่าจะนำออกใช้คือการระดมทุนเข้าเสริมด้วยวิธี “พี พี พี”

 อันที่จริงนั้น “พี พี พี” คือ พับลิก ไปรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ นั้นไม่ใช่ของใหม่อะไร รัฐบาลสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้นำเข้ามาใช้แล้วและต่อมารัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เรียกว่า พ.ร.บ.ร่วมการงานฯ

 โครงการใหญ่ๆ ภายใต้ความคิด พี พี พี นั้นเดิมทีฝรั่งไม่ชอบเพราะคงหากินไม่ได้คล่องเท่ากับค้ากับรัฐบาลโดยตรง เช่น การขายของ การรับเหมาก่อสร้าง การหาแหล่งเงินกู้ให้ ฯลฯ จึงพยายามหาช่องตำหนิว่าโครงการนี้แพงบ้าง ว่ามีการคอรัปชั่นฉ้อโกงบ้าง (เรื่องการคอรัปชั่นนั้นไม่ว่าใช้แบบวิธีไหนถ้าเรายังมีนักการเมืองและข้าราชการที่ปราศจากคุณธรรมอยู่มันก็คงจะอดโกงกันไม่ได้)

 คุณูปการของโครงการในแนวความคิด พี พี พี นั้นมีให้เห็นเป็นตัวอย่างในบ้านเรา ได้แก่ งานทางด้านโทรคมนาคม ถ้าไม่ได้เปิดช่องให้เอกชนร่วมลงทุนและร่วมการงานกับรัฐแล้วให้รัฐวิสาหกิจรับผิดชอบแต่ผู้เดียวนั้นบัดนี้ใครจะใช้โทรศัพท์ก็อาจจะต้องรอข้ามเดือนข้ามปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะกันมากมาย อินเทอร์เน็ตผ่านระบบไฮสปีดหรือระบบไวไฟตามที่ชุมนุมสาธารณะก็คงยังไม่เกิดขึ้น
 
 แต่อย่างไรปัญหาอุปสรรคหลายอย่างก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะความร่วมมือในระดับปฏิบัติระหว่างผู้ประกอบการเอกชนกับผู้บริหารทางภาคราชการจะเห็นได้ว่าโครงการตามระบบ พี พี พี หรือสัญญาร่วมการงานต่างๆ นั้นมี คดีฟ้องร้องกันหลายสิบคดี รกโรงรกศาล จึงเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับนักวางแผนในยุคนี้จะต้องหาทางป้องกันแก้ไข

 แล้วผมจะตามดูเพื่อมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้ทราบต่อไป

นายหนูใหญ่
[email protected]