
การเมืองไม่ใช่ "อวิชชาธิปไตยและไสยศาสตร์"
แม้จะยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่า การเมืองมักยึดโยงไปในเรื่องอำนาจ ผลประโยชน์และการหักหลัง ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูที่แน่นอน สำหรับนักการเมืองทั่วโลกก็มักจะถูกมองว่า ผลประโยชน์เป็นแกนกลางที่จะประสานนักการเมืองหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้ แต่ถึงกระ
ความจริง "อวิชชาธิปไตย" นี้ มีการประดิษฐ์คำขึ้นใช้น่าจะเมื่อไม่นานมานี้ โดยแท้จริงหากอยู่ในช่วงเวลาปกติ คำนี้อาจไม่เตะหูเตะตาให้คนหันมาสนใจกันมากนัก แต่เมื่อมีปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญๆ ทางการเมือง ที่มักจะนำเอาความเชื่อหรือวัฒนธรรมพื้นถิ่น อันได้แก่ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ การทรงเจ้า หรือแม้แต่ปรากฏการณ์การทำนายทายทักของโหราจารย์ทั้งหลาย ที่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับชะตาบ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในแต่ละยุคสมัย ก็เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ทำให้คำว่า "อวิชชาธิปไตย" ถูกนำมาโยงเข้ากับความซื่อของประชาชน
ในระนาบของ "ประชาธิปไตยไสยศาสตร์" ไปอย่างลงตัว โดยที่สุด แม้แต่ปรากฏการณ์สืบชะตาแก้กรรมที่จ.เชียงใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เคยเป็นผู้นำระดับสูงในบ้านเมืองหลายๆ ท่าน จนกลายเป็นเรื่องฮือฮากันอย่างที่ทราบๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะฟันธงและคอนเฟิร์มว่าจริงหรือไม่จริง เพราะสังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมักเชื่อกันว่า เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
ในทางภาษาศาสตร์ "อวิชชาธิปไตย" มาจากคำว่า "อวิชชา" คือ "ความไม่รู้" อธิปไตย คือ "ความเป็นใหญ่" ภาวะที่ถือเอาความเป็นใหญ่ "อวิชชาธิปไตย" จึงหมายถึง "การมีความไม่รู้เป็นใหญ่ ถือความไม่รู้เป็นใหญ่ กระทำการด้วยปรารภความไม่รู้เป็นประมาณ" ที่จริงแล้ว "อธิปไตย" ที่แปลว่า "ความเป็นใหญ่" ภาวะที่ถือเอาความเป็นใหญ่นั้นมีด้วยกันหลายอย่าง
ดังนั้น "ประชาธิปไตย" ที่มาจากคำว่า ประชา ที่แปลว่า หมู่คน กลุ่มคน กับ คำว่า อธิปไตย ที่แปลว่า ความเป็นใหญ่ ภาวะที่ถือเอาความเป็นใหญ่ จึงกลายมาเป็นประชาธิปไตย ที่หมายถึง การมีกลุ่มคนเป็นใหญ่ ถือกลุ่มคนเป็นใหญ่ ดังนั้น คำพระท่านจึงสอนว่า "เมื่อกลุ่มคนทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้แหละจึงเรียกว่า ประชาธิปไตยโดยแท้"
หากพินิจพิเคราะห์อย่างดี เมื่ออ่านงานเขียนของ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระประยุทธ์ ปยุตฺโต หรือแม้แต่คำสอนของ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ท่านก็ให้ทัศนะในมุมมองแบบพุทธว่า ประชาธิปไตยจะเป็นระบอบการปกครองที่ดีได้นั้น ประชาชนต้องมีศีล มีธรรม ปราศจากความโลภ โกรธ ความหลง การเมืองในระบบประชาธิปไตยต้องมีประชาธิปไตยที่ใช้หลักธรรมะเป็นหลักสูงสุดในการตัดสินใจ ไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากที่ไม่มีคุณภาพกำหนดทิศทางทั้งหมด เพราะอาจไปเข้าเกณฑ์ของอวิชชาธิปไตยได้ แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นแกนกลาง สังคมจึงจะอยู่รอด
ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายความหมายธัมมิกประชาธิปไตยไว้ ในคราวที่โครงการจัดพิมพ์คบไฟและมูลนิธิเอเชีย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาในหัวข้อ "สถาปนาระบอบความจริงในอาณาจักรแห่งความกลัว" ว่า “...ข้อนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อันหมายความว่า การนำธรรมะเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของคนสยามทั้งประเทศนั้น นับได้ว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายของธัมมิกประชาธิปไตย ที่เน้นประโยชน์สุข ไม่ใช่ผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม การที่อวิชชาธิปไตยได้กลายร่างเป็นประชาธิปไตยไสยศาสตร์ ก็ด้วยเหตุปัจจัยที่หลากหลายและทับซ้อนกัน ทั้งอำนาจ ผลประโยชน์ ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของกลุ่มชน หากมองจากมุมของรัฐศาสตร์การเมืองแล้ว สาเหตุที่แท้จริงก็คือ ความละโมบของนักการเมืองบางคน ที่อาจจะมีส่วนรู้เห็นอยู่บ้างหรือไม่ กับการดำเนินธุรกิจแบบผิดกฎหมายและศีลธรรม เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงย่อมต้องเริ่มที่การแก้ไขความละโมบของคนให้ลดน้อยลง ทางออกที่แท้จริงก็เห็นมีแต่การปฏิบัติตามศีลธรรม กฎหมาย ระเบียบและจริยธรรมในแต่ละสังคมอย่างจริงจัง และหากทำกันได้จริง สังคมไทยอาจมีโอกาสจะก้าวไปให้พ้นจากวิกฤติสังคมไทยทั้งหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเมือง วิกฤติจริยธรรม และวิกฤติปัญญา
ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
มหาวิทยาลัยศรีปทุม



