
ทักษิณพ่นพิษไม่หยุด
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในสภาพนักโทษหนีคุก ผู้ลี้ภัยเร่ร่อน ดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากคดีอาญาและความผิดต่างๆ ให้สังคมยอมรับว่าตัวเองเกิดมาไม่เคยทำอะไรผิดพลาด และต้องการกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้งภายใต้ข้ออ้างที่น่าสมเพชว่าตัวเองเป็นคนเดียวในโลก
การออกมาจากที่ซ่อน ปราศรัยผ่านโทรศัพท์และวิดีโอลิงก์ถี่ยิบ ป้อนข้อมูลทั้งลวงและมีความจริงบางส่วนให้กลุ่มมวลชนเสื้อแดงได้มีอารมณ์พลุ่งพล่าน เหตุผิดเป็นชอบ ปลุกปั่นประชาชนคนหลงผิด กล่าวร้ายป้ายสีต่อสถาบันองคมนตรี ศาลยุติธรรม และรัฐบาล ว่าได้มีส่วนวางแผนรัฐประหารล้มล้างอำนาจของตัวเอง ยุบพรรคการเมืองไทยรักไทย พลังประชาชน โดยไม่คำนึงว่าข้อกล่าวหาและคำตัดสินนั้นมีน้ำหนักเพียงใด
ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าตัวเองเสียหายนั้น ได้ฟ้องร้องผู้อื่น โดยใช้ศาลให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าผู้อื่นเป็นโจทก์ ตัวเองกลับกล่าวหาว่าถูกกลั่นแกล้ง เป็นพฤติกรรมของคนที่เอาแต่ได้ เอาแต่ดี โยนความผิดให้ผู้อื่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงนั้น ภรรยาตัวเองยังทนรับสภาพไม่ได้ ต้องขอหย่าขาด จะเป็นเพื่อผลประโยชน์อันใดนั้น เวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน
สภาพที่เป็นอยู่มีประเด็นที่น่าพิจารณาด้วยความกังวลคือเจตนาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการโจมตีสถาบันต่างๆ นั้นเป็นเพียงการปูทางไปสู่การล้มล้างสถาบันอื่นๆ ซึ่งรองระบบสถาบันหลักของประเทศ เนื่องจากพฤติกรรมของตัวเองและเครือข่ายการเมือง มวลชนเสื้อแดง เพื่อให้ตัวเองได้อำนาจการเมืองคืนมา และกอบโกยทรัพย์สินของแผ่นดินด้วยวิธีการต่างๆ ดังที่ได้กระทำมาก่อนหน้านี้
คำถามก็คือ ทำไมหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจึงยังเพิกเฉย ทำตัวเหมือนไร้เดียงสา หรือไร้ความสามารถ ปล่อยให้นักโทษหนีคุกใช้สื่อในการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้คำพูดที่เต็มไปด้วยพิษร้ายใส่ร้ายป้ายสีองคมนตรี ศาลยุติธรรมโดยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัฐบาลยังไม่ใช้สื่อของรัฐ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ที่มีอยู่ในทุกองค์กรเช่นกองทัพ กรมประชาสัมพันธ์ ตำรวจและหน่วยงานอื่นๆ ใช้กระจ่ายข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้อง ประกาศให้ประชาชนในชนบทรับรู้ว่าความผิดพลาดและพฤติกรรมชั่วร้ายของเครือข่ายนักการเมืองที่โดนยุบพรรคนั้นเป็นอย่างไร รวมทั้งการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งยังไม่ได้รับการแพร่ขยายให้ภาคชนบท
หรือรัฐบาลขาดผู้มีความคิด ความรู้ในการปฏิบัติงานด้านเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ทำให้เห็นความด้อยชั้นเชิง ยินยอมให้กลุ่มผลประโยชน์คณะเดิมแฝงตัวเข้ามายึดกุมเวลาการนำเสนอข่าวในสถานีโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ด้วยการรู้เห็นเป็นใจของข้าราชการซึ่งฝักใฝ่กลุ่มอำนาจเก่า
การเพิกเฉยของรัฐบาลเท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดความเสียหาย สถาบันหลักตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกบ่อนทำลาย ถ้ารัฐบาลยังขาดความกล้าหาญในการเผชิญปัญหาการคุกคามด้วยข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ และท้ายที่สุด หน้าที่รับผิดชอบยังเป็นภาระของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ว่าจะจัดการอย่างไรในการรับมือกับการรุกหนักเพื่อชิงอำนาจของกลุ่มทักษิณ เพราะสถาบันต่างๆ เช่น องคมนตรี ตุลาการ ไม่มีใครปกป้อง



