คอลัมนิสต์

อยู่กันคนละโลก

อยู่กันคนละโลก

26 มี.ค. 2552

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีเหตุการณ์สำคัญในบ้านเมืองอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือการที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 4-5 คน ผลเป็นอย่างไรท่านผู้อ่านทุกท่านคงทราบแล้ว แต่ตลอด 2 วัน 2 คืน ที่นักการเมืองได้อภิปรายกันในสภาหลายคนติดตามฟังแล้ว รู้สึ

จะไม่ให้รู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเราคนไทยทั้งหลายกำลังเผชิญต่อมหันตภัยทางเศรษฐกิจ แต่นักการเมืองไทยให้ความสนใจในปัญหาเศรษฐกิจแต่เพียงเล็กน้อย ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่เอาชนะคะคานกันแต่ในด้านการเมือง ในวันแรกนั้นแทบจะไม่ได้พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจกันเลย เพียงแต่มาพูดกันในวันต่อมาเล็กน้อยซึ่งก็ไม่ลึกซึ้งอะไรเหมือนกับไม่เอาใจใส่หรือจะเป็นเพราะไม่รู้ก็ไม่ทราบได้

 เรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้านที่พูดกันในสภาพอจับสาระได้ 2 เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่งเป็นห่วงเกรงว่าเงินที่ใช้ไปตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะรั่วไหลจากการคอรัปชั่น ส่วนเรื่องที่สองก็คือ หลายคนมีความเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐนั้นเปรียบเสมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำและแจกจ่ายไม่เสมอภาคอันแท้จริง

 ในเรื่องความเป็นห่วงเรื่องการรั่วไหลนั้นมีการพูดกันถึงเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการตามแผนเรียนฟรี 15 ปีเป็นหลัก เรื่องที่นักการเมืองยกประเด็นขึ้นมานี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นคลื่นกระทบฝั่ง ขณะนี้มีหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ (ปลอดจากอิทธิพลการเมืองอย่างน้อยทางทฤษฎี) เพื่อรับมือกับการคอรัปชั่นถึง 2 หน่วย คือ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. หวังว่าฟันเฟืองทั้งสองคงจะช่วยทำงานให้เต็มที่เพื่อช่วยสร้าง “การเมืองใหม่”

 มี ส.ส.หลายท่านติติงว่าการแจกจ่ายเงินตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่เสมอภาคแท้จริง อย่างการแจกเงิน 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1.5 หมื่นบาทนั้น ไม่ครอบคลุม เช่น แม่ค้าแม่ขายหรือเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท แต่ไม่ได้มีทะเบียนว่าไปรับค่าจ้างจากใครก็อดไม่ได้รับ 2,000 บาท (เขาพูดของเขาก็ถูกแต่ถ้าจะแจกกันทั้งประเทศอย่างนั้นจะต้องกู้เขามาอีกสักเท่าไร)

 ต่อเนื่องกับเรื่องนี้มี ส.ส.ท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าในการแจกเงิน 2,000 บาท ด้วยการให้ “เช็คช่วยชาติ” นั้นทำไมไม่ให้ธนาคารซึ่งเป็นของรัฐเป็นผู้ทำกลับไปให้ธนาคารเอกชนซึ่งทางราชการก็โต้ตอบมาว่าเอกชนเสนอราคาถูกกว่า คิดเพียงฉบับละ 2 บาท ส่วนธนาคารของรัฐคิดตั้ง 5 บาท

 เป็นที่น่าสังเกตว่า ส.ส.ท่านนี้วิจารณ์บนพื้นฐานของข้อมูลจากสื่อเท่านั้นแต่ถ้าได้ทำการวิจัยให้ลึกไปกว่านี้ก็จะได้รู้ความจริงว่า การที่ธนาคารเอกชนเสนอพิมพ์เช็คฉบับละ 2 บาทนั้น เขามีเงื่อนไขว่าถ้าเช็คเคลียริ่งต่างธนาคารต้องรอถึง 6 วัน ขณะที่ธนาคารของรัฐให้เคลียริ่งได้ในวันเดียว วงเงินที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีถึง 1.9 หมื่นล้านบาท แค่เอาเงินไปหมุนวันสองวันผลประโยชน์ก็ย่อมได้หลายสตางค์ น่าเสียดายที่ ส.ส.ไม่ได้นำเสนอประเด็นนี้

 ทั้งหลายทั้งปวงนี้ผมรู้สึกจริงๆ ว่านักการเมืองไทยนั้นอยู่คนละโลกกับพวกเราชาวบ้านคนเดินดินแล้วท่านผู้อ่านเล่าคิดอย่างไร

 

นายหนูใหญ่
[email protected]