คอลัมนิสต์

พธม.ยอมชุมนุมพระวิหารที่กีฬาเวสน์

พธม.ยอมชุมนุมพระวิหารที่กีฬาเวสน์

07 ส.ค. 2553

กษิต-พธม.พบอภิสิทธิ์ถกปัญหาพระวิหาร ยอมย้ายม็อบไปที่อาคารกีฬาเวสน์ “ศอฉ.” มีมติห้าม พันธมิตรฯชุมนุม งัด พรก. ฉุกเฉินจัดการ หวั่นยอมสร้างสองมาตรฐานสีอื่นชุมนุมบ้าง ทหารตั้งจุดตรวจเข้ม 153 จุด ตำรวจ 6 กองร้อย พร้อมสายตรวจร่วม 26 ชุด สกัดตำบลต้นทาง หวั่นกอง

 เมื่อเวลา 13.15 น.  วันที่ 6 ส.ค. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงภายหลังการประชุม ศอฉ.ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ ผช.ผอ.ศอฉ. เป็นประธาน ว่า ศอฉ.ได้พิจารณาถึงการออกมาชุมนุมของกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มคนไทยรักชาติฯ ในประเด็นปราสาทเขาพระวิหารอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกแง่มุม มีข้อเสนอซึ่งเป็นข้อยุติที่เสนอรัฐบาล 2 กรณี ในกรณีแรก คือ

 จากความปรารถนาที่ดีต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถทำได้ ทุกภาคส่วนของราชการต้องรับฟัง เพราะฉะนั้นก็ได้เสนอไปยังรัฐบาลผ่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยหลังการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ ได้ยกหูโทรศัพท์คุยกับ รองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศอฉ.แล้วว่าเราเสนอขอให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มที่จะออกมาชุมนุมเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ช่องทางพบปะการเสนอความคิด อยากให้เป็นลักษณะของการส่งตัวแทนเข้าไปพูดจา โดยรองนายกฯ ได้แจ้งว่าจะเดินทางกลับจากราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 15.00 น.ดังนั้นกลุ่มต่างๆที่จะเสนอความคิด ข้อเสนอต่อฟากรัฐบาล ก็สามารถไปคุยกับ นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ได้ เป็นช่องทางที่ดีที่สุด

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในกรณีที่ 2 เป็นการปฏิบัติควบคู่กันไปของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าบุคคลบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ มีความพยายามชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิบัติที่เป็นสองมาตรฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงแม้จะอ้างว่ามาชุมนุมในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่จะชุมนุม ตามม. 70 หรือ ม. 71 สามารถทำได้นั้นก็จริง ที่ประชุมได้ถามความเห็นจากผู้แทนอัยการ ท่านก็ได้ชี้แจงว่า ในมาตรการดังกล่าวตาม รธน. มีข้อต่อท้ายว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ กทม. มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ อยู่ เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะมาชุมนุม ที่มีคนจำนวนมาก สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย

 “แม้ว่าจะเจตนาหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายการห้ามชุมนุมในพื้นที่ประกาศพรก. ฉุกเฉินฯ คือเรื่อง การปิดเส้นทางจราจรที่ไม่สามารถทำให้ใช้การจราจรได้ตามปกติ การปิดเส้นทางเข้าออกอาคารจนทำให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถใช้สถานที่หรืออาคารนั้นได้หมายรวมเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การมุ่งประสงค์ร้ายต่อประชาชน และ เจ้าหน้าที่ และส่วนสุดท้ายคือขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ที่ห้ามไม่ให้ท่านมาชุมนุมได้ เพราะฉะนั้น ศอฉ.คงไม่สามารถปล่อยให้ท่านเข้ามาชุมนุมได้ตามความประสงค์ที่ท่านต้องการได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นมาตรฐานที่ท่านจะใช้เป็นข้ออ้างกับฝ่ายต่างๆ ว่ามีวิธีการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ทหาร ของศอฉ.จะประสานการปฏิบัติซึ่งกันและกัน ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องมีการออกประกาศกำหนด เพิ่มเติม การห้ามเข้าพื้นที่บางพื้นที่ หรือ บางเส้นทาง ดังนั้นหากมีความพยายามขนเต้นท์ รถทัวร์บรรทุกคนเข้ามาชุมนุม ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สรุปก็คือมาชุมนุมไม่ได้ ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุกรณีใดๆก็ตาม ”

 โฆษก ศอฉ. กล่าวอีกว่า จากการายงานของหน่วยพบข้อมูลว่าจะมีคนที่จะมาชุมนุม ประมาณ 2- 3 พันคน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ทหารมีการตั้งจุดตรวจค้น 153 จุด ในเขตพื้นที่ กทม. และ จัดจุดสายตรวจร่วมกัน จากตำบลต้นทาง 26 จุดในการลาดตระเวนไปในพื้นที่ต่างๆ เพราะฉะนั้น ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีการประกาศพรก.ฉุกเฉิน จะเข้ามาชุมนุมไม่ได้ รถทัวร์ที่ การบรรทุกเต้นท์ หรือการขนคนเข้ามาชุมนุม จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด เราคงไม่สามารถปล่อยเช่นนั้นได้ เพราะถ้าปล่อยแล้วเรื่องบางเรื่องละเอียดอ่อน อย่าลืมว่าข้อเสนอของทุกฝ่ายที่จะนำไปสู่ความปรารถนาดีของชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ต้องรับฟัง แต่การจะแก้ไข เอ็มโอยู ตนคิดว่าทางรัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถ้วนถี่ คงไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และไปตกลงใจได้เลย ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระดับประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายที่ปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง เมื่อท่านเสนอแนวความคิดแล้ว ก็อย่าพยายามบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการตามข้อเสนอของท่าน และท่านเองก็ต้องรับฟังความคิดเห็น และ เหตุผลของส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในขั้นต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจมีกำลังที่เตรียมพร้อมไว้ 6 กองร้อยในพื้นที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ โดยเจ้าหน้าที่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ร่วมอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องใช้กำลังก็ต้องบูรณาการใช้กำลังร่วมกัน คงต้องดูในสถานการณ์ต่างๆ อย่าไปคาดเดาในวันข้างหน้า ถ้าเข้ามาแบบกองทัพมดมันตรวจสอบยากก็ไม่เป็นไร ถ้ารวมตัวเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการได้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นข้ออ้างได้ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้บ้านเมืองมีความละเอียดอ่อน ถ้ายอมวันนี้ เกิดวันพรุ่งนี้อีกสี อีกกลุ่ม อีกฝ่าย จะขอมานอนข้างถนน มานอนตรงฟุตบาท ไม่นอนบนถนน มันก็จะเป็นสาเหตุให้มีการขยายตัวลุกลามไป แล้วในท้ายที่สุดก็ไม่พ้นเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ จะต้องออกมารับผิดชอบจัดการในภาพรวมให้สังคมปกติสุข มีผลสืบเนื่องกันไป

 การเสนอความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง มีช่องทางตามกฎหมายที่เสนอได้อยู่แล้วก็พยายามอย่าใช้วิธีการของคนกลุ่มใหญ่หรือคนหมู่มาก ตอนนี้บ้านเราต้องการความสงบ สามัคคี สมานฉันท์ อยากให้คิดภาพรวมของประเทศให้มาก ส่วนกรณีที่หากมีการไปชุมนุมในพื้นที่เขาพระวิหารนั้น ต้องดูว่าตรงนั้นเป็นเขตประกาศกฎอัยการศึกหรือไม่ ซึ่งตนไม่แน่ใจ ส่วนถ้าเขาจะเดินทางมาในลักษณะของกองทัพมด ใช้รถยนตร์ส่วนตัวเข้ามานั้น ก็คงตรวจลำบาก แต่ถ้ารวมกลุ่มก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งข้อมูลทางการข่าวระบุว่าเป็นกลุ่มคนไทยรักชาติ ไม่ได้ใช้ชื่อกลุ่ม พันธมิตรฯ อาจจะมีกลุ่มภาคส่วนต่างๆ ที่ผนวกเข้ามา อย่างไรก็ตาม

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมในที่ประชุมได้หารือถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ได้จัดทำโครงการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน โดยมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร และแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ทำงานร่วมกัน กำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงลงไป นอกเหนือจากพี่น้องประชาชนแล้ว ก็ให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บขยะ หรือ คนรับซื้อของเก่า รถจักรยานยนตร์รับจ้าง ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการรถตู้ บริษัทรักษาความปลอดภัย กับภาคเอกชนทั้งหลาย โครงการนี้จะให้การอบรมกลุ่มเป้าหมายทั้งหลายเกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัย วัตถุระเบิดประเภทต่างๆ รวมถึงมาตรการที่ต้องดำเนินการหลังจากท่านทั้งหลายพบวัตถุต้องสงสัยแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง รวมถึงการแจ้งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผนวกรวมเรื่องยาเสพติดเข้าไปด้วย เพื่อจะให้ได้ผลทั้งสองเรื่อง ในส่วนของภูมิภาคคงยึดแนวทางตรงนี้ไปพิจารณาใช้ดุลยพินิจที่เหมาะสมปรับให้เข้ากับพื้นที่ทุกภูมิภาค

 สำหรับการข่าวลือเรื่องความพยายามสร้างสถานการณ์นั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ช่วงนี้มีข่าวลือออกมามาก เช่น จะมีการระเบิดสะพาน ซึ่งที่ประชุมได้พูดเรื่องนี้ เรามีมาตรการในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนอยู่แล้ว ในที่ประชุมพูดว่าไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวล แตกตื่นตกใจ อย่างกรณีระเบิดสะพานเป็นไปได้ยากมาก ขนาดเจ้าหน้าที่ของกรมการทหารช่าง จะทำลายสะพานทางยุทธวิธีต้องวางแผนกัน 2-3 วัน ในการติดตั้ง ไม่ใช่จะตูมตามกันง่ายๆ แต่ในกรณีที่สร้างสถานการณ์ทั่วๆไป ให้เกิดเสียง หรือความวิตกกังวล มีความพยามยาม สร้างสถานการณ์อยู่ แต่เจ้าหน้าที่มีโครงการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนทั้งงานการข่าว

 “สุเทพ”ย้ำพธม.ล้อมทำเนียบผิดกม.ลั่นรบ.พร้อมรับข้อเสนอ

 เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ ขส.ทบ.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมเคลื่อนไหวปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อสอบถามกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คัดค้านการขอบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ว่า “ล้อมไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมพูดว่าอะไรที่ผิดกฎหมายก็จะถูกดำเนินคดี”

 เมื่อถามว่าการที่นายกฯจะเจรจากับกลุ่มพันธมิตร คิดว่าจะสำเร็จหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้พยายามที่จะส่งสัญญาณ และขอเจรจาไปแล้วว่าถ้าอยากจะยื่นหนังสือ จะมายื่นที่นายกรัฐมนตรีและตนมาได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรียกมาตอนไหนพวกตนก็พร้อมที่จะไปรับหนังสือ และรัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว จะให้ชี้แจงอะไรให้ชัดเจนหรือจะให้ทำอย่างไรก็ทำ แต่อย่ามาทำอะไรที่ผิดกฎหมายก็แล้วกัน

 เมื่อถามว่าแต่นัยยะของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ต้องการแค่ยื่นหนังสือแต่ต้องการแสดงพลังทางการเมืองมากกว่า นายสุเทพ กล่าวว่า อย่างที่เรียนแล้วไงว่าถ้าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ตนจะดำเนินคดี เมื่อถามว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯอ้างว่าเป็นการชุมนุมเพื่อความรักชาติ ป้องกันอธิปไตยเหนือดินแดนไทย จะดำเนินการอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า เอาเป็นว่าตนพูดว่าอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายก็แล้วกัน ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์กติกา

ทำเนียบฯรับมือม็อบสั่งเช็คล้องวงจรปิดทุกจุด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศนัดชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 7 ส.ค.ปรากฎว่ารัฐบาลสั่งให้เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครเข้ามาตรวจสอบสภาพการใช้งานของกล้องวงจรปิดทั้งภายในและนอกทำเนียบฯให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถเครนและอุปกรณ์ขึ้นไปตรวจเช็คกล้องที่อยู่บนเสาทุกต้นอย่างละเอียดพบว่ายังใช้การได้ดีทุกตัว

 เจ้าหน้าที่ กทม. เปิดเผยว่า กล้องวงจรปิดที่เป็นหลักรอบทำเนียบมีทั้งหมด 12 ตัว โดยมีทั้งแบบที่จับภาพได้เฉพาะบางจุด และแบบหมุนได้รอบทิศทางและซูมเข้าออกได้ 30 เท่า นอกจากนั้นแล้วยังมีอีกหลายตัวที่อยู่ในทำเนียบฯส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาแพงมากจะอยู่ตามตึกต่างๆรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญภายในทำเนียบฯ จากการตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์ทุกอย่างใช้งานได้อย่างดี

พธม.หนุนกลุ่มคนไทยหัวรักชาติชุมนุมทำเนียบฯ

 เมื่อเวลา 12.30 น. แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ได้มีการประชุมหารือร่วมกัน โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ เป็นตัวแทนร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น

 โดยนายสนธิ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติสนับสนุนการชุมนุมของประชาชนในนามเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติเพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหากรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) เพื่อที่จะชี้แจงให้ทราบว่า เกิดอะไรขึ้น ส่วนการที่ พล.ต.จำลอง เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้ชุมภายใต้การนำของพันธมิตรฯ แต่เป็นร่วมชุมนุมเป็นการส่วนตัว

 “นายอภิสิทธิ์ ออกมาพูดอย่าให้เราผูกขาดการรักชาติ แต่เรามีคำถามกลับนายอภิสิทธิ์ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รวม.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีและถูกต้องแล้วหรือไม่ ต่อกรณีที่ไทยได้เสียพื้นที่ให้กัมพูชาไปโดยการกระทำของนักการเมือง ที่นำวาทะกรรมมาโกหกหลอกลวง กล่าวเท็จกับประชาชนว่าการเซ็นรับรองไม่มีผลอะไร” นายสนธิ กล่าวและว่า เพราะการรับรอง การไม่ค้านกัมพูชาที่มาตั้งชุมชนในพื้นที่ของเรา ย่อมเป็นการยอมรับ โดยเฉพาะการไม่ผลักดันกัมพูชาออกไป นอกจากนี้การลงนามรับรองของนายสุวิทย์จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนเพิ่มเป็น 1.8 ล้านไร่ ให้กัมพูชาอย่างแน่นอน โดยที่นายสุวิทย์กลับมาอ้างว่า ประสบความสำเร็จในการไปร่วมประชุมมรดกโลกครั้งนี้จึงถือเป็นการโกหกประชาชน สรุปง่ายๆ ตอนนี้ประเทศไทยเสียดินแดนไปเรียบร้อยแล้ว หากไทยต้องเสียดินแดนไปด้วยเหตุนี้ต้องขอบอกว่า เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ นายสุวิทย์ ไปสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายเขมรในการเซ็นรับรองแผนที่มรดกโลก

 ด้านพล.ต.จำลอง กล่าวว่า การที่จะเดินทางไปร่วมเรียกร้องกับทางเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาตินั้น อยากบอกว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปโดยส่วนตัวไม่ได้ไปในนามของพันธมิตรฯ เพราะการไปชุมนุมในวันพรุ่งนี้จะทวงถามข้อเรียกร้อง 4 ข้อที่ได้ยื่นไว้เมื่อครั้งการชุมนุมที่หน้าสำนักงานยูเนสโก เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว เช่น ให้ยกเลิกเอ็มโอยู. 2543 หรือผลักดันชาวกัมพูชาออกนอกพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบบริเวณปราสาทพระวิหารที่เป็นพื้นที่ของเรา รวมถึงให้ทบทวนแนวทางการนำปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของไทย และคัดค้านการตั้งผู้แทนไทยจะเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (ICC) 7 ประเทศเพื่อดูแลปราสาทพระวิหารตามแผนจัดการพื้นที่มรดกโลก อย่างไรก็ตามการที่เดินทางไปทวงถามไม่ได้ไปทะเลาะกับรัฐบาล แต่เราจะสู้กับกัมพูชาก็ต้องรักใคร่กันเอาไว้

 นอกจากนี้พล.ต.จำลอง กล่าวยอมรับว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดต่อให้มีการเจรจาในเย็นนี้ ซึ่งการเดินทางไปเจรจาหารือจะมีการนำตัวแทนของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติไปด้วยแต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นใครบ้าง แม้ว่าผลของการหารือมีข้อยุติเป็นเช่นไร ขอยืนยันว่า จะมีการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ เพื่อรับทราบมติของประชาชนต่อไป

 เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวเสมอว่าจะไม่มีการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 พล.ต.จำลอง กล่าวว่า แม้จะเห็นคนละอย่างแต่ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ส่วนการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ก็จะมีที่ทำเนียบรัฐบาลที่เดียว ไม่ได้ไปในบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หรือจ.ศรีสะเกษ เพราะยังเห็นว่า ยังอันตรายอยู่

 เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวพรุ่งนี้อยู่ภายใต้การประกาศ พ.ร.กฉุกเฉินฯ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เราคำนึงถึงเรื่องนี้การที่รัฐบาลบอกว่าจะจับคนที่ไปชุมนุม การที่จะจับใครนั้นก็ต้องพิจารณา 2 อย่าง คือ กฎหมายและเจตนา ซึ่งการที่เราไปก็ไปตามกฎหมายที่เป็นกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง นั้นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 70 ที่บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข มาตรา 71 ดังนั้นเมื่อบุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติรักษาผลประโยชน์ของชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ถ้าจะมีการจับกุมก็คงจะเป็นการกลั่นแกล้งประชาชน

"กษิต"-พันธมติรฯพบ"อภิสิทธิ์"ถกปัญหาเขาพระวิหาร

 เมื่อเวลา 16.00 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ , เรือตรีแซมดิน เลิศบุตร ตัวแทนกองทัพธรรม และสันติอโศก  , มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผอ.สถานบันไทยคดีศึกษา และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือปัญหาปราสาทพระวิหาร ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) หน้าทำเนียบรัฐบาล

 หลังจากนั้นได้ร่วมกันแถลง โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากกรณีที่เครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เคยยื่นหนังสือถึงรัฐบาลและอยากได้คำตอบภายใน 7 วัน และจะมาทวงถามในวันพรุ่งนี้ ตนจึงเชิญมาพูดคุยในวันนี้ถึงเจตนาที่เราไม่ต่างกันเลยในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาธิปไตย แต่ต่างเพียงวิธีการและยุทธศาสตร์ซึ่งการจะได้คำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่คงทำไม่ได้  ทั้งนี้การทำงานของฝ่ายไทย ยังขาดเอกภาพจึงอยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากเดิมเครือข่ายฯจะจัดกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) ก็คงจะมีปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายจึงประสานไปยัง กทม. ให้ไปจัดกิจกรรมที่อาคารกีฬาเวส สนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดงแทน  และถ้าตนเสร็จภารกิจในช่วงเช้าที่จะไปต่างจังหวัด ตนจะกลับมารับฟังข้อเสนอของเครือข่ายในช่วงบ่ายให้เร็วที่สุดนอกจากนี้ต่อไปจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น โดยจะมีการถ่ายทอดสดทางทีวี

 "เจตนารมย์ร่วมกันในวันนี้ เป็นไปในทางที่ดี ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ  โดยไม่มีปัญหากับฝ่ายของบ้านเมือง"  นายอภิสิทธิ์

-