
(อย่า) ฝากความหวังที่ผู้นำตำรวจ?
"มีตำรวจสักกี่คนที่เข้ามาเป็นตำรวจเพราะอยากพิทักษ์สันติราษฎร์" ผู้พูดเสนอข้อสังเกตเข้าข้างตำรวจมากเกินไปรึเปล่า
คำถามพรั่งพรูรวมถึงข้อคิดเห็นว่าการประพฤติมิชอบทั้งหลายในวงการตำรวจนั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่มีเจตจำนงที่จะกระทำสิ่งที่มิชอบเพื่อผลประโยชน์ของตนเองก่อนที่จะก้าวเข้ามาสู่โลกของตำรวจเสียอีก "แล้วมีครูสักกี่คนที่ตั้งใจมาเป็นครูเพื่อมาอบรมบ่มเลี้ยงลูกศิษย์ให้เป็นคนมีความรู้คู่ความดี หรืออาชีพอื่นๆ ก็เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล นักปกครอง นักการเมือง" ดิฉันตั้งคำถามชวนตรึกตรองสะท้อนความคิด
เป็นสิ่งที่ปฏิเสธมิได้ว่าการละเลย หลบเลี่ยงการทำงานในทุกอาชีพก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้รับบริการ ด้วยภาระหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขทำให้ลูกค้าของตำรวจคือประชาชนทุกคนในสังคม การกระทำใดๆ ของตำรวจจึงมีผลกระทบต่อผู้คนอย่างกว้างขวาง ความมั่นคงปลอดภัยเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาทำให้ความคาดหวังจากการทำหน้าที่ของตำรวจสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุผลนี้อาชีพตำรวจจึงมีความสำคัญต่อสังคมไทยในระดับต้นๆ เลยทีเดียว แต่ ความภาคภูมิใจในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ตำรวจหลายคนเคยมีนั้นเหือดหายไปได้อย่างไร คำถามนี้ผู้นำระดับสูงขององค์กรมิใช่เพียงควรจะตอบให้ได้แต่ ต้องเรียกกลับคืนมาให้ได้ด้วยสำนึกของผู้นำหรือนายที่ดี
เสียงมากมายพูดตรงกันว่า “นักเรียนนายร้อยตำรวจน่ะไม่ธรรมดานะ ระดับหัวกะทิทั้งนั้น” เรื่องราวของกระบวนการกลายเป็นตำรวจสะท้อนให้เห็น ความภาคภูมิใจผ่านทางน้ำเสียง แววตา สีหน้าเจือรอยยิ้มแสดงอย่างชัดเจนถึงความสุขของผู้เล่า เสียงเล่าและท่าทีเปลี่ยนไปเมื่อเล่าว่า "สิ่งที่เราคิด เราฝันสมัยที่เราเป็นนักเรียนนายร้อยกับตอนที่เรามาทำงาน มันไม่ใช่ มันคนละเรื่องกันนะ" ความคิดของนายตำรวจผู้มีประสบการณ์ตรง คิดสลับขั้ว มองต่างมุมกับคนนอก (วงการ) บริบทของธรรมชาติงาน ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เป็นธรรมเป็นเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้ตำรวจไทยกลายพันธุ์ เด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังปัญญา อุดมการณ์ในการพิทักษ์สันติราษฎร์มีมุมในการมองโลก และก่อร่างวิถีการทำงานเปลี่ยนไป "มันขาวไม่ได้ ดีที่สุดก็แค่เทา" คือคำพูดที่สอดคล้องตรงกันของบรรดาเหล่านายตำรวจ "ผมอยากให้ศาสตราจารย์ทางอาชญาวิทยาลองไปเป็นตำรวจดูแค่สักพักเดียว...ลองมาทำงานห่วยๆ อย่างพวกผมดูบ้าง คนที่พยายามจะพยุงทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยกันในบรรยากาศอันน่าล้มเหลวน่ะ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าพวกคุณจะทำงานตำรวจได้ดีกว่าพวกผมสักแค่ไหน" ความตอนหนึ่งในหนังสือเรื่องตำรวจปริญญาเอกแสดงให้เห็นการตอบโต้กันระหว่างวิธีคิดที่ว่า ความก้าวร้าวของตำรวจเกิดขึ้นจากบุคคลที่มีบุคลิกภาพก้าวร้าวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงสนใจที่จะนำตนเองก้าวเข้าสู่อาชีพตำรวจ หรือว่า ต่อให้คุณเป็นคนสุภาพสักเพียงใดเมื่อก้าวเข้ามาสู่โลกของตำรวจคุณสามารถกลายเป็นคนก้าวร้าวได้อย่างง่ายดาย และ กระบวนการกลายพันธุ์ยิ่งรวดเร็วมากขึ้นในระบบการบริหารองค์กรที่ไม่เป็นธรรม "ถ้าอาจารย์บอกว่าเขากลายเป็นคนไม่ดีเพราะระบบ ทำไมเขาไม่ออกไปจากระบบนี้แล้วไปทำอย่างอื่น"
ผู้ตั้งคำถามเสนอต่อว่า “เพราะเขารักตัวเองมากกว่ารักในอุดมการณ์ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งผมคิดง่ายๆ แบบสามัญ” สำหรับดิฉัน เมื่อใดที่คนไทยคิดและทำเสมือนหนึ่งว่าองค์กรตำรวจเป็นของตนเองนั่นแหละคนไทยจึงจะได้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในฝันกลับคืนมา หากคิดเพียงฝากความหวังไว้ที่ผู้นำตำรวจคงมีแต่ความผิดหวัง มิใช่เรื่องง่ายเพราะแท้ที่จริงแล้วโลกของตำรวจก็คือภาพสะท้อนสังคมไทยที่ไร้ความเป็นธรรมนั่นเอง “หรือว่าดิฉันคิดซับซ้อนมากเกินไป?”
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



