คอลัมนิสต์

แผนมุ่งร้ายทำลายชาติ

แผนมุ่งร้ายทำลายชาติ

25 มี.ค. 2552

การโทรศัพท์เข้าปลุกปั่นมวลชนด้วยข้อมูลกำกวมและป้อนข้อมูลเท็จเป็นการใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้นกำลังสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

จะมีมากเพียงใดขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละบุคคลและหน่วยงาน ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือกว่าจะสนใจ หรือเพิกเฉย มองว่าเป็นการกระทำแบบคนสิ้นคิด จนตรอก ไร้ความน่าเชื่อถือ เพราะอยู่ในสถานภาพของนักโทษหนีคุก

 อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของนักโทษหนีคุกรายนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีความต่อเนื่องเกี่ยวโยงกับมวลชน ซึ่งรวมตัวชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และยังแสดงให้เห็นการมุ่งร้ายหมายขวัญต่อสถาบันสำคัญของแผ่นดิน เริ่มต้นด้วยองคมนตรีและบุคคลในวงการตุลาการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์

 อย่างน้อยที่สุด พวกที่เชื่อคำอ้างและข้อกล่าวหาของนักโทษหนีคุกคือมวลชนเสื้อแดง นักการเมืองในเครือข่าย ซึ่งหวังผลประโยชน์ทั้งด้านการเมือง ทรัพย์สินและอย่างอื่นๆ เป็นการสร้างความปั่นป่วนขณะที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องมีสมาธิ ทุ่มเททรัพยากรทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหา แต่มีขบวนการนำโดยนักโทษหนีคุกมีสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน

 เมื่อนักโทษหนีคุกประสงค์ร้ายต่อสถาบันหลักด้วยข้อกล่าวหาอันไร้เหตุผลและหลักฐาน รัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่เหตุ เพราะการโทรศัพท์คราวต่อไปอาจมีรายชื่อผู้อื่น สร้างความเสียหายต่อเนื่อง โดยผู้กล่าวหาไม่มีอะไรจะเสีย และหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ไม่คำนึงว่าตนเองจะสร้างภัย ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม

 เมื่อเปิดเผยสถานภาพและจุดยืนของตัวเอง รัฐบาลหรือหน่วยงานความมั่นคงต้องพิจารณาว่าไม่เฉพาะนักโทษหนีคุกซึ่งประสงค์ร้ายต่อสถาบันหลัก กลุ่มมวลชน นักการเมืองในเครือข่ายของนักโทษหนีคุกย่อมมีวัตถุประสงค์เดียวกันด้วย เพราะมีความคิดเห็น จุดร่วมเดียวกัน เว้นแต่ว่าจะมีการปฏิเสธหรือข้ออ้างที่น่าเชื่อถือว่าความจงรักภักดีของตัวเองต่อนักโทษหนีคุกไม่ได้ครอบคลุมหรือการป้องร้ายสถาบันหลัก

 รัฐบาลยังมีหนทางตอบโต้ เช่นการยกเลิกหนังสือเดินทาง ถ้าสรุปได้ว่าพฤติกรรมของนักโทษหนีคุกเป็นภัยต่อบ้านเมือง เสี้ยมสอนยุยงให้ประชาชนเข้าใจผิด มุ่งร้ายต่อสถาบันหลัก และทำการอันใดซึ่งทำให้ความมั่นคงของชาติสั่นคลอนยามที่บ้านเมืองต้องการความสงบ ประชาชนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 การมุ่งหวังความปรองดองสมานฉันท์นั้นรัฐบาลพึงเข้าใจว่าสมควรกระทำได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายอื่นมีเหตุผล สติสมบูรณ์ไม่อยู่ในอาการคุ้มดีคุ้มร้าย อารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ เพราะถ้าพิจารณาคำพูดของนักโทษหนีคุกจะเห็นความกลับกลอก ไม่อยู่กับร่องกับรอย พลิกไปมา ทำให้เชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป คำอ้างถึงการจงรักภักดีย่อมไม่ใช่การแสดงออกให้เห็นความอาฆาตมาดร้าย หลงผิด เชื่อว่าตัวเองเลอเลิศ ทำถูกแต่ผู้เดียว