
ควันหลงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
"ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ถือเป็นข้อมูลที่ดี แต่การที่เรารับรองนายกฯ แม้ว่าหลักฐานจะชัดเจน ก็เพราะเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องของการยุบพรรค
ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต้องนำไปยื่นต่อ กกต. ไม่ใช่ เรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยประกาศชัดเจนว่าจะขอเวลาในการทำงาน 99 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 6 เมษายนนี้ หากรัฐบาลทำไม่ได้อย่างที่พูดไว้ เราจึงจะพิจารณากันอีกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป"
(ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2552 <http://www.thairath.co.th/news.php?section=politics&content=129101>)
ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของ ส.ส.ท่านหนึ่งที่หัวหน้าพรรคของท่านเองเคยเสนอตัวเป็นคู่แข่งคุณอภิสิทธิ์ในตอนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ด้วยความรู้สึกแปลกๆ
สิ่งที่น่าจะนำมาคิดก็คือ ผมกำลังคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังจะไม่มีที่ยืนในการเมืองในระบอบประชาธิปไตยฯ ของประเทศไทยมากขึ้นทุกที ดังที่ได้เคยอธิบายไปแล้วว่า เพราะมันมีการขัดกันเองของระบอบรัฐสภา ที่ต้องการวินัยพรรคในการบริหารจัดการและผลักดันนโยบาย แต่ก็ต้องการให้มีการตรวจสอบ ดังนั้นระบอบรัฐสภาจึงตรวจสอบกันเองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เพราะวินัยพรรคย่อมไม่ยอมให้เกิดการโหวตแตกต่างไปจากมติของพรรคได้
ในขณะเดียวกัน กระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมานั้นใช้วิธีการตรวจสอบรัฐสภาผ่านระบบองค์กรอิสระ และยิ่งในกรณีของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เพิ่งเอาบทบาทของศาลเข้ามาตรวจสอบโดยตรงเข้าไปอีก เพื่อขจัดปัญหาที่เรียกว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” ในรัฐสภา
ทั้งนี้ไม่นับว่าในครั้งนี้กระแสการไม่เอาทักษิณและการเอาทักษิณยังเป็นบรรยากาศที่อยู่เบื้องหลังของการเผชิญหน้าในสภาและนอกสภาโดยตลอด จนทำให้เกิดประเด็นในการตัดสินใจทั้งของนักการเมืองและสื่อว่าควรจะสนใจเรื่องที่ฝ่ายค้านพูดไหม เรื่องที่น่าตั้งคำถามและน่าเศร้าก็คือ ถ้าฝ่ายค้านถูกวิจารณ์ว่าเอาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มาใช้ คำถามก็คือข้อมูลของหนังสือพิมพ์มันถูกไหม มีการสืบประเด็นต่อไหม หนังสือพิมพ์สืบค้นต่อไหม หรือว่าเพราะว่าฝ่ายค้านเอามาพูด ก็เลยไม่น่าเชื่อถือเท่าที่สื่อพูดเอง มีการสรุปไหมว่าใครพูดถูกกันแน่ ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสื่อ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเข้าขั้นการปาหี่เข้าไปทุกที เพราะความน่าเชื่อถือของผู้พูดสำคัญกว่าเนื้อหาที่พูด และเมื่อเข้าไปในเรื่องของการตรวจสอบคุณสมบัติ ก็เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมายที่สภาเองไม่สามารถตัดสินได้ และแนวโน้มของการเป็นเผด็จการเสียงข้างมากเองก็ไม่สามารถทำให้การตรวจสอบได้
เรื่องที่เปราะบางก็คือ เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากการโหวตไม่สามารถกำหนดได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นจริงหรือไม่จริง ความเสี่ยงของผลที่ได้จากการอภิปรายจึงอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของผู้พูด อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้โจมตีกันด้วยลีลาการใช้ภาษา (โดยเฉพาะการด่าแบบหลุดปากแล้วถอนคำพูด) และอยู่ที่การแสดงออกซึ่งความอัดอั้นตันใจที่ตอกย้ำทัศนคติทางสังคมที่มีแรงตึงเครียดอย่างสูงในปัจจุบัน ที่รัฐบาลอยู่บนฐานการสนับสนุนของกลไกนอกการเลือกตั้ง โดยเฉพาะไม่ได้มีฐานมาจากคนจนจากภาคเหนือและภาคอีสาน
ถ้อยคำการเสียดสีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่ไม่ได้จบจากโรงเรียน “อีแต๋น” จึงเป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้ทำหน้าที่เดียวที่ประสบความสำเร็จ คือเป็นที่ระบายออกถึงความอัดอั้นตันใจของพลังทางสังคมกลุ่มที่มาจากคนยากไร้ที่รู้สึกว่าเขาถูกพรากอำนาจไปนับตั้งแต่มีการรัฐประหารมา ... แม้ว่าอำนาจของพวกเขาอาจจะยังต้องถูกใช้ผ่านนักการเมืองที่อิงกับนโยบายประชานิยม และไม่เปิดโอกาสให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจังมาก่อนเช่นกัน
เอาเป็นว่าผลของการอภิปรายนั้น ความจริงไม่ได้ถูกกำหนดจากเผด็จการรัฐสภาอย่างเดียวครับ โดยเฉพาะในครั้งนี้ผลได้ถูกกำหนด (ว่าฟังใครแล้วน่าเชื่อถือ) เอาไว้แล้วแล้วด้วยอคติและตำแหน่งแห่งที่ทางชนชั้นและการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองของการโค่นล้มระบอบทักษิณและการสนับสนุนการทำรัฐประหารมาตั้งแต่แรกครับ



