คอลัมนิสต์

รัฐบาลหลังอภิปราย

รัฐบาลหลังอภิปราย

24 มี.ค. 2552

ถึงแม้บรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในห้วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีกลิ่นอายของการเมืองเก่า บุคลิกในแบบนักการเมืองยุคด้อยพัฒนา ที่ชมชอบในการใช้ถ้อยคำ ลีลาโวหาร เพียงเพื่อความสะใจ

โดยเฉพาะภาพและเสียงของนักการเมืองบางคนที่แสดงถึงความอ่อนด้อยน้อยค่าของตัวเอง จากถ้อยคำหยาบถ่อยที่ไม่ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ถ้อยคำที่พร่ำกล่าวกันขึ้นใจ หากในท่ามกลางสภาพเช่นนั้นเอง ก็ควรต้องชื่นชมยินดีในภาพใหญ่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลมีพัฒนาการอย่างน้อยในระดับหนึ่ง

 การใช้สิทธิประท้วงการอภิปรายที่ผิดข้อบังคับการประชุมของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่เคยเรียกกันในบทบาทขององครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้การอภิปรายสะดุด ไม่ต่อเนื่อง น้อยลง ในขณะที่การอภิปรายของนักการเมืองฝ่ายค้านก็มีความพยายามในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้สื่อทันสมัย แผนผัง แผนภาพประกอบการอภิปราย ทำให้เข้าใจและลำดับเรื่องราวได้ดี ไม่ว่าข้อมูลประกอบ หลักฐานเอกสารต่างๆ จะจริงหรือเท็จก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นพัฒนาการที่น่าจะทำให้นักการเมืองรุ่นเก่า ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

 คะแนนเสียงไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจนั้น อาจมิใช่คำตอบสำเร็จรูปที่จะบอกว่านักการเมืองคนนั้นสมควรได้รับความไว้วางใจจากประชาชนหรือไม่ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐมนตรีคนใดได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจน้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะมีรัฐมนตรีบางคนที่ได้คะแนนเสียงไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีคนอื่น บางยุคสมัย นายกรัฐมนตรีก็อ้างความชอบธรรมที่รัฐมนตรีคนนั้นจะทำงานต่อไป แต่บางยุคสมัย นายกรัฐมนตรีก็จะถือเหตุนั้นปรับออกจากตำแหน่ง ในกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ อาจเป็นกรณีแรก

 การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ในบทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้านครั้งแรกสำหรับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปแล้ว เรามิอาจดูแคลนการทำหน้าที่ของนักการเมืองฝ่ายค้านในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ว่าจะพึงพอใจหรือไม่ก็ตาม ตราบที่เป็นการต่อสู้กันตามกติกา ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องยอมรับความผิดพลาดบกพร่องของรัฐมนตรีบางคน ซึ่งสะท้อนจากเสียงของรัฐบาลที่แตกจากการโหวตครั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน แต่ความสง่างามนั้นควรให้สิ้นสงสัย ด้วยการทำให้ทุกคำถามกระจ่างชัด