คอลัมนิสต์

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ แฉอ้างศาสนาบังหน้า เสียเวลาครึ่งชีวิต

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ แฉอ้างศาสนาบังหน้า เสียเวลาครึ่งชีวิต

25 ส.ค. 2569

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ อดีตนายช่างใหญ่มือประกอบระเบิด แฉความจริง “อ้างศาสนาตอบสนองตัณหา” เสียเวลาครึ่งชีวิตให้ความเชื่อผิดๆ

กว่า 20 ปี ที่เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินมาอย่างไม่จบสิ้น รัฐบาลไทยเดินหน้าปฎิรูป สร้างความสันติ ขณะที่ BRN เดินหน้าผลิตแนวร่วมรุ่นใหม่ ใช้สถาบันการศึกษาเป็นพื้นที่ปลูกฝังความคิด ควบคู่กับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้ BRN ยังคงดำรงอยู่ได้มาถึงทุกวันนี้

 

ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ มีโอกาสได้เดินทางลงไปยัง กรมทหารพรานที่ 43 ภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งได้นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่ เพื่อฟังบรรยาสรุปจากกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

โดยแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ได้ทราบว่า ขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) มีการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ โดยในอดีตโครงสร้างจะเป็นแบบ ‘แกนนำอาวุโส’ ที่เน้นการปฏิบัติการทางทหารและใช้แนวคิดทางศาสนาเป็นแกนหลัก เปลี่ยนผ่านสู่ ‘แกนนำรุ่นใหม่’ ที่หันมาให้ความสำคัญกับกลยุทธทางจิตวิทยาและข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ โดยมีเป้าหมายคือการลดความชอบธรรมของรัฐ ควบคู่กับการก่อเหตุการความรุนแรงในพื้นที่ โดยเลือกโจมตีแบบมีนัยเชิงสัญลักษณ์มากขึ้น

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ แฉอ้างศาสนาบังหน้า เสียเวลาครึ่งชีวิต

โดยวิธีการดำเนินการ นอกจากการก่อเหตุรุนแรง ยังมีการผลิตข้อมูลบนโลกออนไลน์ การสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย และการผลักดันประเด็นที่ทำให้รัฐถูกตั้งคำถาม ซึ่งในแต่ละปีจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ ส่งข้อมูลแจ้งมาว่า ในปีนี้เป้าหมายสำคัญของขบวนการ คือการดิสเครดิตกองกำลังของรัฐ นั่นเอง

 

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง กล่าวต่อว่า มีข้อมูลอ้างอิงสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจุบัน BRN มีแนวร่วมอยู่ที่ประมาณ 1,800 คน และมีรายได้หรือทุนทรัพย์เพื่อต่อสู้กับรัฐไทย ถึงปีละถึง 2,000 ล้านบาท โดยเป็นการใช้หลักศาสนามาบังหน้า เพื่อ ‘ขอเก็บเงินจำนวนเล็กน้อย’ ไปใช้ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รู้ตัว ว่ากลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ขบวนการนี้อยู่ รวมถึงมีการทำธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเพื่อหาเงินทุนอีกช่องทางหนึ่ง

 

นอกจากนั้นฝ่ายความมั่นคง มีการประเมินว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษา เด็กหลุดจากระบบ และการบิดเบือนคำสอนในสถานศึกษาบางแห่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เยาวชนบางส่วนถูกชักจูงเข้าสู่ขบวนการด้วย

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ แฉอ้างศาสนาบังหน้า เสียเวลาครึ่งชีวิต

ผู้สื่อข่าว คมชัดลึกออนไลน์ ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ อดีตสมาชิก BRN รุ่นแรกๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกเกรด A+ ที่ดีที่สุด แต่เลือกหันหลังให้ขบวนการและออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัว พร้อมสอนลูกเกี่ยวกับบทเรียนชีวิตในช่วงหนึ่งของตน ที่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่มีอะไรเป็นจริงอย่างที่เคยเชื่อ สิ่งที่ได้กลับมาคือความสูญเสีย และการเสียเวลาไปกว่าครึ่งชีวิต

 

นายเอ (นามสมมติ) เปิดใจเล่าให้ฟังว่า สมาชิกในยุคต้นๆ จะมาจากเด็กที่เรียนสายศาสนา แต่ตนเองเป็นเด็กที่เรียนสายสามัญมาตั้งแต่ประถมจนจบปริญญาตรี แต่ก็ไม่วาย ถูกโดนขบวนการมาดึงตัวเข้าไป เพราะด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์กับขบวนการ คือ เป็นเด็กดี อยู่ในโอวาท เรียนดี ประพฤติดี ไม่เกเร

โดยขบวนการ BRN ในยุคแรกๆ  เป็นขบวนการที่มีอุดมการณ์ที่ดีและบริสุทธิ์ คนที่จะเข้ามาในขบวนการจะถูกคัดกรองแบบเข้มข้น คัดเลือกแต่เด็กเกรด A เท่านั้นให้มาเข้าขบวนการ โดยนายเอ เป็นสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งก็จะมีการคัดเลือกต่างจากเด็กๆ ฝ่ายขบวนการและเด็กฝ่ายอื่นๆ แต่ในปัจจุบันแนวคิดนั้นเริ่มผิดเพี้ยนไป เพราะคนที่เข้ามาในขบวนการ เริ่มมีความหลากหลาย มีตั้งแต่เด็กเกรด A , B , C ไปจนถึง เกรด Z

 

พอนายเอได้เข้าไปในขบวนการ และทำงานให้ขบวนการมาได้สักพัก จนกลายเป็นนายช่างใหญ่หน่วยประกอบระเบิด หากอยู่ในขบวนการต่อ อาจจะได้คุมพื้นที่ยะลา แต่เมื่อถึงจุดแตกหัก ที่ทำให้นายเอตระหนักได้ว่า ตนและขบวนการ ‘มีความคิดไม่เหมือนกัน’ คือการที่ขบวนการ สั่งให้ระเบิดรถของตำรวจและทหาร ซึ่งนายเอไม่อยากทำและพยายามบ่ายเบี่ยง จนท้ายที่สุดขบวนการก็เอาคนอื่นมาทำงานแทน จนเกิดการสูญเสียอย่างมากเหตุการณ์หนึ่ง อีกทั้งมีการกราดยิงพ่อแม่ลูกจนเสียชีวิต จุดนี้ทำให้นายเอรับไม่ได้ เพราะไม่ใช่ความตั้งใจเดิม ที่ตั้งใจจะเข้ามาเพื่อพัฒนาชุมชน พัฒนาบ้านเกิด 

 

‘แรกๆ เราเข้าใจอีกแบบ แต่พอเข้าไปในขบวนการแล้ว เริ่มเห็นอะไรข้างในแล้ว เราก็รู้ว่ามันเพี้ยนหนิ เลยเกิดการพิพาทโต้แย้งกัน กลายเป็นว่าเราไปกระด้างกระเดื่องกับผู้บังคับบัญชา ก็เลยเริ่มโดนดีดออก หัวหน้าคนนั้นเคยพูดกับผมว่า แกขอตัวผมให้เป็นเด็กอยู่ในโอวาทของแกจนอายุ 40 ปี เพราะตอนนั้นผมอายุ 23 ปี ถ้าถึงจุดนั้นแล้ว จะเป็นอะไรก็ได้ จะทำยังไงก็ได้ จนมีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นข้อพิพาทรุนแรงกับองค์กร ทำให้ผมอยู่ไม่ได้ เลยต้องปลีกตัวไปอยู่มาเลเซีย 10 ปี จนมีครอบครัวและลูกสาว 4 คน’

เปิดใจอดีต BRN เกรด A+ แฉอ้างศาสนาบังหน้า เสียเวลาครึ่งชีวิต

นายเอ ยังเล่าให้ฟังต่อว่า ในช่วงโควิด-19 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน ทั้งของโลก ของประเทศไทย รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ นายเอจึงใช้โอกาสนี้ เดินทางกลับมาประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยมีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้าไปอยู่ในความคุ้มครอง และทำให้นายเอกลายเป็นคนปกติ กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวและคนรอบข้างได้อย่างสันติ

 

‘ก่อนที่จะมาวันนี้ ผมนึกถึงคำสัญญาวันนั้น ที่เราจะมอบกาย ถวายชีวิตให้กับองค์กร จนถึงอายุ 40 ปี พอถึงวันนั้น ผมจะขอเป็นตัวของตัวเอง ครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่เรามอบให้องค์กร เอาไปเลย เรายอมตาย ยอมทิ้งพ่อแม่ ยอมทิ้งหน้าที่การงาน ยอมทิ้งทุกอย่าง เพื่อมอบให้องค์กร และทำงานอย่างเต็มที่ แต่อีกครึ่งหนึ่งต่อจากนี้ ผมขอชีวิตผมคืนเพื่อเป็นตัวของตัวเองนับจากนี้ ผมเลยมาพึ่งพากับทางเจ้าหน้าที่ เพื่อเปลี่ยนตัวเองและทำให้ตัวเองกลายเป็นคนไทย 100% ให้ได้ ตอนนี้ก็อยู่กับเจ้าหน้าที่มาได้ 6-7 ปีแล้ว’

 

‘ทุกวันนี้ผมลูก 6 พยายามสอนลูกว่าให้ดูพ่อเป็นตัวอย่าง พ่อคือคนที่ล้มเหลวในชีวิต พ่อมึงอุทิศตนให้กับ BRN แต่พอถึงจุดๆ หนึ่ง เขาไม่ได้แยแสเราเลย เขาไม่ได้อาลัยเราเลย เราต้องช่วยตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องช่วยตัวเอง ไม่เหมือนอย่างที่เคยพูดกับเรา ปากก็บอกว่าทำงานเพื่อศาสนา แต่ที่จริงไม่ใช่ เขาเอาศาสนามาอ้าง แต่ที่จริงเขาทำเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง เขาไม่ได้ทำเพื่อศาสนา แค่เอาศาสนามาอ้าง สมัยก่อนสาเหตุที่ผมถูกดึงเข้าไป ก็เพราะว่ามีคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของเขา และผมก็เคยเป็นประธานชมรมมุสลิมของวิทยาลัยแห่งหนึ่งในยะลา ซึ่งเป็นชมรมที่อุทิศตน ทำงานเพื่อสังคม เพื่อชาวบ้าน ซึ่งคนแบบนี้จะถูกดึงเข้าไปในขบวนการได้ง่าย’ นายเอ เล่าทั้งน้ำตา

 

นายเอเล่าทิ้งท้าย ว่าจากประสบการณ์ชีวิตของตนเองที่ผ่านมา จึงพยายามสอนลูกเสมอว่า อย่าไปยุ่งกับเรื่องของกิจกรรมหรือการช่วยเหลือสังคม เอาตัวเองให้รอดก่อน เรียนอย่างเดียว เอาให้เก่ง ถ้าเรามีหน้าที่การงานที่มั่นคงแล้ว พอเราโต เราจะทำงานเพื่ออุทิศให้สังคมเมื่อไหร่ก็ได้ อาจจะดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่เพราะเคยโดนมาแล้ว จึงเป็นกังวลว่าลูกจะพลาดเหมือนตนเองในอดีต