
ว่าแล้ว ไม่สมราคาคุย
อื้อฮือ...ศึกน้ำลายท่วมสภาเริ่มวันแรก ผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงเกี๊ยะ ได้ฟัง สิงห์เหลิม บางบอน หัวหอกฝ่ายค้านใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง
หวังเปิดแผลเรียกเลือดจากค่ายสะตอและเด็กมาร์ค ร่ายยาวเรื่องบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และขนาดเล็กพัวพันนัวเนียเรื่องเงิน 258 ล้านบาท สมัยปี 2544 ถึงปี 2548
คนฟังบางพวกรีบเปิดปฏิทินดูว่าปีนี้คือ 2552 จึงได้รู้ว่า “สิงห์เหลิม” อภิปรายย้อนประวัติศาสตร์ไปยาวนาน ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้เพิ่งเริ่มทำงานบริหารประเทศได้เพียง 100 วันเท่านั้น เรื่องทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลนี้แต่อย่างใด
นอกจากนั้น “สิงห์เหลิม” ยังใช้ความรู้ด้านการลำดับญาติและสาแหรกของคนหลายตระกูล มีนามสกุลต่างๆ ประเภทของธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวโยงกันกับเงินก้อนเดียว ซึ่ง “สิงห์เหลิม” อ้างว่ามาจากบริษัททีพีไอและโยงมาบริษัทแมสไซอะ ซึ่งรับจ้างทำประชาสัมพันธ์และโฆษณา
ชื่อคนส่วนใหญ่ “สิงห์เหลิม” เอ่ยชื่อไม่ได้อยู่ในสภา ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล เป็นประชาชนคนธรรมดา แต่พวกค่ายสะตออดรนทนฟังดูว่าเมื่อขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่แล้ว จะเป็นต้นสะตอหรือบ้องกัญชากันแน่
นอกจากเอะอะมะเทิ่งตามสไตล์แล้ว “สิงห์เหลิม” ยังใช้เวลาออกอากาศเพื่อโฆษณาสรรพคุณตัวเองซ้ำซาก ไล่มาตั้งแต่เรื่องจบโรงเรียนนายสิบทหารบก เป็นนายร้อย และจบรามคำแหงตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกทางกฎหมาย เป็นคนแรกในประเทศไทย
แถมด้วยปริญญามินิเอ็มบีเออีกด้วย ! บางช่วงพูดอังกฤษให้สมกับภูมิความรู้ ว่าสามารถไปประชุมที่เมืองดาวอสในสวิส กระทบไหล่ผู้นำระดับโลก
นอกจากนั้นยังเหน็บเด็กมาร์คเรื่องจบออกซ์ฟอร์ดหลายครั้ง จะเป็นเพราะต้องการข่มว่าปริญญาเอกรามฯ นั้นเหนือกว่ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
ชาวบ้านต้องนั่งฟัง “สิงห์เหลิม” พล่ามแบบเลอะเทอะเฟอะฟะนาน กว่าจะจบหลังเที่ยง เพราะวกไปวนมาเนื้อหาสาระมีไม่มาก เป็นน้ำลายท่วมทุ่ง
อาศัยความยืดยาวเยิ่นเย้อ ชดเชยทดแทนความด้อยสาระ !
น่าเสียดายเพราะ “สิงห์เหลิม” ไม่ได้พัฒนาลีลาด้านการแสดงออกด้านความทันสมัยของวุฒิปัญญา ทั้งยังยกย่องเชิดชูคนหนีคุก ต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุด และไม่ใช้ความเป็นนักกฎหมายปริญญาเอกแยกแยะดีชั่ว
ฟังไปแล้ว ถ้านับเวลากันแล้ว น่าสงสัยว่าสิงห์เหลิมพ่นเรื่องคุณภาพ ประวัติความเป็นมาของตัวเองนั้นจะมากกว่าเนื้อหาของการอภิปรายหรือไม่
อาศัยการเป็นประธาน ส.ส. ใช้เวลาไม่จำกัด จึงสามารถพูดวกไปวนมาได้โดยความเห็นชอบของท่านประธาน ใครจะประท้วง ท่านก็ไม่เห็นด้วย
กว่าจะสิ้นสุดวาระน้ำลายแตกฟองได้ “สิงห์เหลิม” ยังทิ้งท้ายว่ายังมีเอกสารลับอีกเยอะ แต่อ้างว่าอยากเอาเรื่องการเมืองล้วนๆ มาพูดกันในสภา
หรือว่าการใช้ลีลาเอะอะโวยวายกลบเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผิดเวลากาละ !
ถ้าเป็นอย่างนี้ อย่าหวังเลยว่าการเมืองไทยจะพัฒนาก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตย ตราบใดที่นักการเมืองยังไม่รู้จักแบ่งแยกว่าเมื่อไรควรพูดในวงเหล้า เฮฮาปาร์ตี้ เวลาใดควรพูดในรัฐสภา ฟ้องให้เห็นสติปัญญาว่ามีแค่ไหน
งานนี้ค่ายสะตอมีงานหนักพอใช้ เรียกเหงื่อตามง่ามมือง่ามเท้า เพราะนั่งนาน เมื่อถึงคราวเด็กมาร์คชี้แจง จึงเลือกเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การตอบคำถามว่าทำไมจึงไม่ใช้ยศทหาร
ถ้าตอบตรงๆ คงอยากบอกว่าไม่บ้ายศบ้าตำแหน่งเหมือนคนบางพวก !
แต่เด็กมาร์คอธิบายเรียบง่ายว่าไม่จำเป็นต้องใช้ ยศนั้นถ้าไม่เกี่ยวกับงานโดยตรงมีระเบียบว่าไม่ต้องใช้ก็ได้ บางคนบ้าใช้ยศตำรวจ แต่ทำตัวเลว ก็ทำให้เสียชื่อแก่วงการตำรวจได้เช่นกัน นั่นเหน็บใครบ้ายศก็ไม่รู้ดิ
เด็กมาร์คควบคุมอารมณ์ได้ดี น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ น่าเสียดาย “สิงห์เหลิม” ไม่ได้ฟัง เลยถูกเด็กมาร์คชี้ว่าจะเป็นการขาดความรู้ เสียโอกาสได้แสดงสีหน้าให้คนอื่นเห็นว่าเวลาโดนตอกกลับแล้วเป็นอย่างไร
นี่เป็นการพิสูจน์ว่าเวลายืนพ่นเล่นงานเขาได้ 3 ชั่วโมง คนอื่นนั่งฟังได้ตลอด แต่เวลาคนอื่นชี้แจง ตัวเองหลบ อ้างว่าจะไปตีกินคะแนนเพิ่มกับสื่อ
ลักษณะของการพล่ามของ “สิงห์เหลิม” และการตอบโดยลักษณะนิ่มๆ เสียงเรียบๆ ถ้าฟังให้ดี เหมือนกับใช้ใบมีดโกนอาบยาชาเชือดจนเลือดหมดตัว
เหยื่อของการเชือดยังไม่รู้ตัว จนหมดเลือดหยดสุดท้ายนั่นแหละ !
การพร่ำพรรณนาของ “สิงห์เหลิม” เรื่องบริษัททีพีไอ แมสไซอะ ได้รับคำตอบจากเด็กมาร์คว่า “ผมไม่เกี่ยวข้อง” ทำให้การฝอยกว่า 3 ชั่วโมงไม่ได้ผลตามที่พรรคพวกกองเชียร์หวังไว้ว่าเด็กมาร์คจะขาสั่น ปากสั่น
ไม่ต้องถึงบ่าย 2 โมงจะรู้ว่ารัฐบาลจะอยู่หรือจะไป สื่อจะตัดสิน ตัว “สิงห์เหลิม” นั่นแหละรู้ดีว่าสินค้าตัวเองไม่สมราคา จึงหนีหน้าแม่นบ่นิ ! อิอิอิ !!!



