คอลัมนิสต์

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘

10 ก.ค. 2569

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘ วาทกรรม ‘การให้โอกาส‘ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกขาว?

 

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ กับปรากฏการณ์ “คนทำผิด ศีลธรรมขาด แต่กลับได้ดีในสังคมโซเชียล” ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อ “น้องปุ้ย” สาวโรงงานที่เป็นข่าวดังจากคลิปไวรัล "หมอนโดเรม่อนและที่นอนสีชมพู" กรณีเข้าไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีคนอื่น แต่กลับได้รับการชุบตัวจากนายห้างค่ายเพลงดัง ดึงตัวเซ็นสัญญาเป็นศิลปินเต็มตัว โดยอ้างเหตุผลว่า “ทุกคนเคยผิดพลาดและควรได้รับโอกาส”

 

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘

 

ไม่ใช่แค่น้องปุ้ย หากย้อนกลับไปไม่นาน ดราม่าสนั่นจอแก้วอย่างกรณี “ฟารีดา” ที่ออกมาแฉความสัมพันธ์กับ “ติณติณ” นักร้องหนุ่มวงนิวคันทรี (New Country) จนกลายเป็นมหากาพย์ออกรายการดังอย่าง “โหนกระแส” ติดต่อกันหลายเทป สุดท้ายเรื่องราวความอื้อฉาวก็นำพาเธอเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักร้องเช่นกัน หรือแม้กระทั่งอดีตพระนักเทศน์ชื่อดังอย่าง “อดีตพระกาโตะ” ที่มีข่าวฉาวเรื่องเพศสัมพันธ์กับสีกาบริเวณสันเขื่อน ทว่าหลังจากสึกออกมา กลับมีงานรีวิว งานอีเวนต์ ได้ออกซิงเกิล เป็นนักร้อง และยอดผู้ติดตามพุ่งกระฉูดราวกับฮีโร่

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘

คำถามสำคัญคือ "ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้รับโอกาส ทั้งที่สังคมควรจะแบน?" และ "ทำไมทุนหรือคนดังจึงชอบเข้ามาเกาะกระแสคนกลุ่มนี้?"

 

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘

 

 

1. "Engagement" สำคัญกว่า "ศีลธรรม" ในโลกทุนนิยมไซเบอร์

ในยุคดิจิทัล "ยอดวิว ยอดไลก์ และยอดแชร์" มีค่าเท่ากับ "เงินสด" นายทุนหรือเจ้าของค่ายเพลงไม่ได้มองโลกด้วยมิติของความถูกผิด แต่ใช้เลนส์ของ "การตลาด" มองเข้ามา กลุ่มคนที่มีข่าวดังในแง่ลบเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่ศิลปินหน้าใหม่ที่นิสัยดีไม่มี นั่นคือ "ยอดการรับรู้ (Awareness) ระดับมหาศาล"

นายทุนรู้ดีว่าการปั้นนักร้องใหม่ให้คนรู้จักต้องใช้เงินหลักแสนหลักล้าน แต่การหยิบคนที่มีกระแสอยู่แล้วมา "ชุบตัว" แค่ขยับตัวนิดเดียวสื่อทุกสำนักก็พร้อมประเคนพื้นที่ข่าวให้ฟรี ๆ การตลาดแบบ Bad Publicity (ยิ่งฉาว ยิ่งดัง) จึงถูกนำมาใช้ เพราะในแง่ธุรกิจ "ความเกลียด" ของชาวเน็ตก็แปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้ตราบใดที่พวกเขายังคลิกเข้ามาดู

 

 

 

 

2. วาทกรรม “การให้โอกาส” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกขาว

บ่อยครั้งที่นายทุนมักนำคำว่า “คนเราเคยทำผิดพลาด สังคมควรให้โอกาสเริ่มต้นใหม่” มาเป็นเกราะกำบังเสียงวิจารณ์ แน่นอนว่าการให้โอกาสเป็นสิ่งที่ดีหากบุคคลนั้นได้รับโทษหรือปรับปรุงตัวเพื่อกลับคืนสู่สังคมในฐานะคนธรรมดา แต่การ "ให้โอกาส" ในบริบทของวงการบันเทิงไทย มักเป็นการให้ "พื้นที่แสง พื้นที่เงิน และชื่อเสียง" ซึ่งถือเป็นอภิสิทธิ์ที่ควรจะมอบให้กับคนที่มีความสามารถและมีความประพฤติที่ดีมากกว่า

การชุบตัวคนทำผิดศีลธรรมให้กลายเป็น "ดาว" จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดแก่เยาวชนว่า “จะทำตัวแย่แค่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ดัง เดี๋ยวก็มีคนรวยมาชุบเลี้ยง”

 

 

3. สังคมไทย "โกรธง่าย หายเร็ว" และชอบเสพดราม่า

พฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อในไทยมีส่วนสำคัญที่ทำให้โมเดลธุรกิจนี้เติบโต ชาวเน็ตอาจจะเข้าไปรุมด่าทอ (ทัวร์ลง) ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธจะเปลี่ยนเป็น "ความบันเทิง" สุดท้ายก็ยอมรับและกดติดตามอัปเดตชีวิตของคนเหล่านั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น นายทุนจับทางถูกว่าสังคมไทยลืมง่าย จึงกล้าที่จะเสี่ยงเดิมพันกับความฉาว

 

ปรากฏการณ์ "เกาะกระแสคนฉาว" กำลังสะท้อนความป่วยไข้ของอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อไทย ตราบใดที่ยอดเอนเกจเมนต์ยังมีค่ามากกว่าจริยธรรม เราก็จะได้เห็น "ฮีโร่คนบาป" ถูกผลิตซ้ำออกมาประดับวงการเรื่อย ๆ โดยมีนายทุนเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และมีสังคมเป็นผู้แบกรับค่านิยมที่บิดเบี้ยวนี้ต่อไป

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘