
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘
เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?? เมื่อ ‘ความฉาว’ กลายเป็น ‘ตั๋วทอง’ ยอดวิวสำคัญกว่า ‘ศีลธรรม‘ วาทกรรม ‘การให้โอกาส‘ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกขาว?
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ กับปรากฏการณ์ “คนทำผิด ศีลธรรมขาด แต่กลับได้ดีในสังคมโซเชียล” ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อ “น้องปุ้ย” สาวโรงงานที่เป็นข่าวดังจากคลิปไวรัล "หมอนโดเรม่อนและที่นอนสีชมพู" กรณีเข้าไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีคนอื่น แต่กลับได้รับการชุบตัวจากนายห้างค่ายเพลงดัง ดึงตัวเซ็นสัญญาเป็นศิลปินเต็มตัว โดยอ้างเหตุผลว่า “ทุกคนเคยผิดพลาดและควรได้รับโอกาส”
ไม่ใช่แค่น้องปุ้ย หากย้อนกลับไปไม่นาน ดราม่าสนั่นจอแก้วอย่างกรณี “ฟารีดา” ที่ออกมาแฉความสัมพันธ์กับ “ติณติณ” นักร้องหนุ่มวงนิวคันทรี (New Country) จนกลายเป็นมหากาพย์ออกรายการดังอย่าง “โหนกระแส” ติดต่อกันหลายเทป สุดท้ายเรื่องราวความอื้อฉาวก็นำพาเธอเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักร้องเช่นกัน หรือแม้กระทั่งอดีตพระนักเทศน์ชื่อดังอย่าง “อดีตพระกาโตะ” ที่มีข่าวฉาวเรื่องเพศสัมพันธ์กับสีกาบริเวณสันเขื่อน ทว่าหลังจากสึกออกมา กลับมีงานรีวิว งานอีเวนต์ ได้ออกซิงเกิล เป็นนักร้อง และยอดผู้ติดตามพุ่งกระฉูดราวกับฮีโร่
คำถามสำคัญคือ "ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้รับโอกาส ทั้งที่สังคมควรจะแบน?" และ "ทำไมทุนหรือคนดังจึงชอบเข้ามาเกาะกระแสคนกลุ่มนี้?"
1. "Engagement" สำคัญกว่า "ศีลธรรม" ในโลกทุนนิยมไซเบอร์
ในยุคดิจิทัล "ยอดวิว ยอดไลก์ และยอดแชร์" มีค่าเท่ากับ "เงินสด" นายทุนหรือเจ้าของค่ายเพลงไม่ได้มองโลกด้วยมิติของความถูกผิด แต่ใช้เลนส์ของ "การตลาด" มองเข้ามา กลุ่มคนที่มีข่าวดังในแง่ลบเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่ศิลปินหน้าใหม่ที่นิสัยดีไม่มี นั่นคือ "ยอดการรับรู้ (Awareness) ระดับมหาศาล"
นายทุนรู้ดีว่าการปั้นนักร้องใหม่ให้คนรู้จักต้องใช้เงินหลักแสนหลักล้าน แต่การหยิบคนที่มีกระแสอยู่แล้วมา "ชุบตัว" แค่ขยับตัวนิดเดียวสื่อทุกสำนักก็พร้อมประเคนพื้นที่ข่าวให้ฟรี ๆ การตลาดแบบ Bad Publicity (ยิ่งฉาว ยิ่งดัง) จึงถูกนำมาใช้ เพราะในแง่ธุรกิจ "ความเกลียด" ของชาวเน็ตก็แปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินได้ตราบใดที่พวกเขายังคลิกเข้ามาดู
2. วาทกรรม “การให้โอกาส” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกขาว
บ่อยครั้งที่นายทุนมักนำคำว่า “คนเราเคยทำผิดพลาด สังคมควรให้โอกาสเริ่มต้นใหม่” มาเป็นเกราะกำบังเสียงวิจารณ์ แน่นอนว่าการให้โอกาสเป็นสิ่งที่ดีหากบุคคลนั้นได้รับโทษหรือปรับปรุงตัวเพื่อกลับคืนสู่สังคมในฐานะคนธรรมดา แต่การ "ให้โอกาส" ในบริบทของวงการบันเทิงไทย มักเป็นการให้ "พื้นที่แสง พื้นที่เงิน และชื่อเสียง" ซึ่งถือเป็นอภิสิทธิ์ที่ควรจะมอบให้กับคนที่มีความสามารถและมีความประพฤติที่ดีมากกว่า
การชุบตัวคนทำผิดศีลธรรมให้กลายเป็น "ดาว" จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดแก่เยาวชนว่า “จะทำตัวแย่แค่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ดัง เดี๋ยวก็มีคนรวยมาชุบเลี้ยง”
3. สังคมไทย "โกรธง่าย หายเร็ว" และชอบเสพดราม่า
พฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อในไทยมีส่วนสำคัญที่ทำให้โมเดลธุรกิจนี้เติบโต ชาวเน็ตอาจจะเข้าไปรุมด่าทอ (ทัวร์ลง) ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธจะเปลี่ยนเป็น "ความบันเทิง" สุดท้ายก็ยอมรับและกดติดตามอัปเดตชีวิตของคนเหล่านั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น นายทุนจับทางถูกว่าสังคมไทยลืมง่าย จึงกล้าที่จะเสี่ยงเดิมพันกับความฉาว
ปรากฏการณ์ "เกาะกระแสคนฉาว" กำลังสะท้อนความป่วยไข้ของอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อไทย ตราบใดที่ยอดเอนเกจเมนต์ยังมีค่ามากกว่าจริยธรรม เราก็จะได้เห็น "ฮีโร่คนบาป" ถูกผลิตซ้ำออกมาประดับวงการเรื่อย ๆ โดยมีนายทุนเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และมีสังคมเป็นผู้แบกรับค่านิยมที่บิดเบี้ยวนี้ต่อไป



