
ยิ่งสาว กบข. ยิ่งส่อพิรุธ
ข้อเสนอให้มีการสอบสวนผู้บริหารและการจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งได้แจ้งผลประกอบการแก่สมาชิกว่าขาดทุนกำไรประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าที่รายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีมากถึง 7 หมื่นล้านบาท
ได้ถูกต่อต้านโดยผู้จัดการ ซึ่งอ้างต่างๆ นานา ว่า ป.ป.ท.ไม่มีอำนาจสอบสวน ทั้งๆ ที่กองทุนนั้นเป็นเงินสะสมของข้าราชการเพื่อไว้ใช้ดำรงชีพหลังเกษียณอายุ ได้นำไปสู่การถกเถียงและข้อสงสัยต่างๆ ว่าการบริหารมีความโปร่งใสหรือมีอะไรแฝงเร้นเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มหรือไม่ เช่นกรณีมีการเอ่ยถึงบัญชีพิเศษเพื่อกิจการต่างๆ ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยให้สมาชิก
ดังนั้นจึงเป็นสิทธิและความชอบธรรมเมื่อสมาชิกส่วนหนึ่งต้องการให้สอบสวนให้กระจ่าง นอกจาก ป.ป.ท.แล้ว ควรมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อสร้างความกระจ่างและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือขาดทุนมากกว่านี้ เพราะต้องให้รู้ว่าตราสารหนี้ หรือหุ้นที่ กบข. นำเงินไปซื้อนั้นมีเหตุผลอะไร และหวังอะไร ใครได้ประโยชน์ มีการใช้ดุลพินิจเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้กระทำความผิดซ้ำสอง หรือมีอิสระในการตัดสินใจเกินไปหรือไม่
ยังดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช ตัดสินใจฉับไวในการสั่งการให้ตรวจสอบ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของข้าราชการ เพราะจะเห็นได้ว่านักลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ได้สูญเสียเงินออมสะสมชั่วชีวิตเพราะการล้มละลายของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ และ กบข.ก็อาจอยู่ในสภาพเดียวกัน หากระดับการลงทุนในตราสารหนี้ด้อยค่ามีสูงกว่านี้
นอกจากนั้นกระทรวงการคลังยังต้องตรวจสอบกองทุนอื่นๆ ซึ่งหน่วยงานหรือสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปถือหุ้น แต่เป็นการบริหารโดยในรูปแบบของบริษัทเอกชน ว่าได้มีพฤติกรรมซ้ำรอยกับกองทุน กบข.หรือไม่ และสมควรตรวจสอบว่าผู้บริหารทุกระดับนั้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมาอย่างไร มีการทำกองทุนหรือบัญชีพิเศษเพื่อนำเงินไปส่งเสริมกิจกรรมการเมืองนอกสภาหรือไม่ ดังที่ได้ชี้แนะไปก่อนหน้านี้ เพราะการควบคุมอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มข้นน้อยกว่า กบข. และกระทรวงการคลัง รวมทั้งผู้ถือหุ้นอื่นไม่ได้ใช้สิทธิควบคุมมากอย่างที่ควรจะทำ เพราะการแต่งตั้งผู้บริหารทำโดยนักการเมืองในรัฐบาลซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองนอกสภา เช่น การให้เงินสนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาล เป็นต้น
การเร่งสอบสวนกองทุนมีเงื่อนงำจำเป็นต้องกระทำโดยด่วน รวมทั้งการสับเปลี่ยนโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ผู้เกี่ยวข้องในบทบาทต่างๆ ในกองทุน หรือบริษัทซึ่งมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานและไม่ให้เกิดความเสียหาย หากยังเพิกเฉย จะอยู่ในสภาพกว่าถั่วสุก งาก็ไหม้ สายเกินกว่าจะระงับความเสียหายทั้งด้านการเมือง และผลประโยชน์ของผู้ลงทุน ซึ่งไม่มีโอกาสได้รับทราบข้อมูลและความโปร่งใส



