
ประชาธิปไตยเปล่งบาน !
ผลงานรวมเล่มของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ร้อยเรื่องก็ร้อยรส และมีอยู่ 2 เรื่องที่ผมนึกถึงในโมงยามนี้
คือรวมเรื่องสั้นชุด "น้ำตาสองเม็ด" และนิยายเรื่อง "ผู้ดีน้ำครำ"
พี่รงค์เขียนเรื่องเหล่านี้ ท่ามกลางบรรยากาศ "ประชาธิปไตยเปล่งบาน" (สำนวนพี่รงค์) ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ดั่งปรากฏอยู่ในคำนำรวมเรื่องสั้นน้ำตาสองเม็ด
"ในช่วงเวลาดอกไม้ประชาธิปไตยเปล่งบาน กลีบสวยน่าหลงใหล แนวโน้มทางการเมืองเฉิดแฉ่ม นักการเมืองเดินออกจากเงาของเขาเพื่อ-อือม์...รับใช้ประชาชน ความคิดและการแสดงความคิดมีเสรีมากกว่าในสีดำของอดีต ชีวิตดูเหมือนมีความหวังบ้าง และความเคลื่อนไหวบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง"
"แต่ในหลายความเปลี่ยนที่ผ่านมานั้น เงื่อนปมแห่งความยุ่งยากยังไม่คลี่คลาย เราคงไม่ปฏิเสธได้ว่ากำลังมีลมหายใจอยู่ในความแพง อดอยาก หิวโหย"
"คำสัญญาที่ได้รับไม่มีผลเท่าที่ควร และมันยังคงแพงอย่างแสบสันจนถึงวันนี้และพรุ่งนี้"
นี่แสดงให้เห็นว่า จะกี่ พ.ศ. กี่รัฐบาล สันดานนักการเมืองไม่เคยเปลี่ยน
ด้วยเหตุนี้ พี่รงค์จึงบัญญัติคำศัพท์การเมืองอันแสบสัน "ลัทธิกัญชาธิปไตย" เสียดเย้ยการเมืองยุคนั้นในเรื่องสั้น "ความรักเริ่มต้นที่หม้อแกงเนื้อ"
"ความรักระหว่างผมกับหล่อน เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ผมชอบใช้คำว่าบังเอิญ เพราะผมฝักใฝ่ ในลัทธิกัญชาธิปไตยอย่างแน่นแฟ้น!"
"ผมไร้เดียงสากับนิกสันธิปไตย ซีเอไอธิปไตย และผมไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับเมาเซตุงธิปไตย ฟรังโกธิปไตย ลีกวนยิวธิปไตย คาสโตรธิปไตย เนวินธิปไตย ถนอมธิปไตย ธีรยุทธิปไตย ฯลฯ...สาบานว่าผมไม่รู้จัก-ให้รากเลือด"
สำหรับนิยายเรื่องผู้ดีน้ำครำ ก็เป็นเรื่องราวยุคหลัง 14 ตุลา เปรียบได้กับวิทยานิพนธ์ ในหัวข้อ "การเมืองไทย ยุคเปิดหม้อแม่นาค"
"อิทธิพลมืดยังคงมีอยู่ในวงการเมือง และวงข้าราชการ ความเปลี่ยนแปลง 14 ตุลาคม ไม่ได้ถอนรากโคนแห่งความชั่วร้าย เพียงแต่จัดระบบให้ดูว่ามีความแปลกใหม่ในรูปโฉม และอ้างประชาธิปไตยกันอย่างพร่ำเพรื่อเท่านั้น"
"แท้จริงโครงสร้างของการบริหารยังผุพังเหมือนยุคก่อน อำนาจเงินแทรกแซงเข้ามาทันท่วงทีในความสับสนอลหม่าน โดยบิดเบือนและอำพราง มันเป็นการเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวใหม่ให้กับระบอบการปกครอง แต่พยายามโฆษณาว่าเป็นเสื้อคลุมของประชาชน และเพื่อประชาชน"
พี่รงค์ สรุปการปฏิวัติเดือนตุลาคมแบบตรงไปตรงมา ซึ่งคนปีกซ้ายยุคฟ้าสีทอง อาจรู้สึกขัดเคืองใจเล็กๆ แต่ความจริงก็คือความจริง เนื่องจากพ่อค้าวาณิช ถูกเผด็จการจับใส่หม้อถ่วงน้ำมานานนับสิบปี เมื่อโอกาสมาถึง ก็ไม่รีรอที่จะคว้าไว้
"ในวงการเมือง นักธุรกิจบางคนใช้เวลานานกว่ายี่สิบปี เพื่อทำลายความจน...เขาร่ำรวยในจำนวนคาดคะเนกันว่ามากกว่าหกร้อยล้านบาท แต่ชีวิตยังขาดบางอย่างหรือสองอย่าง มันคือการยอมรับนับถือของสังคมและเกียรติยศ เขาพยายามค้นหา..."
"นินทากันหลังแก้วค็อกเทลว่า เขาสิ้นเปลืองไม่น้อยกว่าสองร้อยล้านบาทให้กับพรรคและการหาคะแนนนิยม เพื่อจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงไม่นานเดือน"
ฉะนั้นระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม หากเบื่อละครน้ำเน่าทางทีวีรัฐสภา ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือสองเล่มนี้ มันประเทืองปัญญากว่าเยอะ !
แคน สาริกา



