
บทบาทของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสังคมการเมืองไทย
ผมคิดว่าเรื่องบทบาทของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสังคมการเมืองไทยนั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันสักเท่าไร ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักที่จะต้องพยายามทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ดังที่ผมจะขอเสนอข้อสังเกตบางประการเอาไว้ในที่นี้
ทำไมการถกเถียงเรื่องนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง? คำตอบก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าด้วยเรื่องบทบาทของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสังคมการเมืองไทย นั้นไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ปรากฏในตัวรัฐธรรมนูญ
ถ้าเราไม่ทำการอธิบายเอาไว้ เราอาจจะมองไม่เห็นความสำคัญ อาจเสื่อมศรัทธากับระบอบรัฐสภา หรือรวมไปถึงอาจจะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในกรอบกฎหมายเพื่อให้เกิดพฤติกรรมการเมืองที่เป็นไปในแบบที่เราต้องการได้
กลับมาตรงประเด็นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงแล้วก็มีปัญหาในตัวเอง ซึ่งบรรดาเทวดาที่เขียนรัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถจะข้ามพ้นไปได้ เพราะระบอบรัฐสภาแมวที่ไหนที่จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การเมืองนั้นจะต้องขับเคลื่อนโดยมติพรรค และมีการบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ซึ่งหมายความว่าเมื่อเสียงข้างมากนั้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างมากนั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าเสถียรภาพของระบอบการเมือง โดยถอดออกมาเป็นหลักการของการที่พรรคจะต้องมีเสถียรภาพคือไม่โหวตแตกแถวก่อน
ระบอบรัฐสภาที่ทำได้จริงนั้นก็คือ ระบอบรัฐสภาที่มีแต่คนดี แต่ถ้ามีแต่คนดีก็คงไม่ต้องมีการตรวจสอบด้วยลักษณะที่เข้มงวดหรือเอาศาลมาเลือกวุฒิสมาชิกอีกซะครึ่งสภา เพียงใช้หลักศีลธรรมนอกการเมืองมาตรวจสอบซะก็สิ้นเรื่อง
ดังนั้นรัฐธรรมนูญนั้นในบางมุมจึงเป็นเอกสารที่วางอยู่บนหลักคิดที่ขัดแย้งกันเองมากมาย มากกว่าเอกสารที่สมบูรณ์ ...ต้องเขียนแบบนี้แหละครับ เพราะคุณครูของผมที่ได้รับการอุปโลกน์ให้มาเป็นประธานการปฏิรูปการเมืองท่านก็บอกเองว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ทุกเรื่องของการเมือง (ฮ่าๆ ดังนั้นวันหลังกรุณาอย่าฉีกเลยครับ เพราะมันไม่สำคัญสักเท่าไร)
ใช่ว่าเมื่อเขียนอธิบายมาเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นว่าการอภิปรายนั้นมันช่างเละเทะหากฎเกณฑ์ไม่ได้ หรือมองว่านักการเมืองนั้นมันช่างไร้สาระมาโฆษณาปาหี่กัน อย่าลืมว่าป๋าเปรม สมัยที่เป็นนายกฯ (ไม่ได้กล่าวหาท่านในฐานะองคมนตรีนะครับ) ป๋าเปรมหนีเกมสภา ไม่ยอมให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเลือกยุบสภารอเขาเชิญกลับมาเป็นมากกว่ารัฐประหารตัวเอง หรือบีบไม่ให้มีการยื่นอภิปรายได้ในทุกๆ ครั้ง
การอภิปรายในสภาในยุคประชาธิปไตยก่อนระบอบทักษิณนั้น แม้ว่าอาจจะล้มรัฐบาลไม่ได้โดยการลงมติตามหลักการของรัฐธรรมนูญ (เพราะรัฐบาลมาจากเสียงข้างมาก และกรอบกติกาส่วนอื่นก็ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพรรคการเมืองโดยเฉพาะวินัยของพรรค) แต่กลับมีบทบาทมากมายต่อการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นพรรคขนาดกลางและเล็กที่จะฉวยโอกาสเป็นพระเอกในฉากหน้าคือ เสนอว่าจะไม่โหวตตามมติของพรรคแกนนำ (ที่ไม่มีเสียงเกินครึ่ง) จนกว่าจะดูข้อมูลก่อน แต่เป็นผู้ร้ายในฉากหลังเพราะต้องการต่อรองผลประโยชน์มากขึ้นจากพรรคแกนนำ แกนนำของรัฐบาล คือเสียงมากแต่ไม่ใช่ข้างมาก และนี่เองทำให้นักข่าวสมัยนั้นเขาอ่านเกมออกว่าการรายงานข่าวการอภิปรายนั้นไม่ใช่ไปนั่งวิจารณ์ว่า ควรหรือไม่ควรยื่น (เพราะข้อมูลการอภิปรายก็มาจากหนังสือพิมพ์เสียเป็นส่วนใหญ่) แต่อยู่ที่ว่ามีการต่อรองอะไรกันบ้าง
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นจึงไม่ได้เป็นไปตามที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตั้งไว้ (ยกเว้นว่าเทวดาที่ร่างก็เข้าใจสังคมวิทยาการเมืองไทยเช่นกัน คือรู้ว่าที่เขียนกับที่ต้องการให้ทำก็ไม่ตรงกันหรอก มีแต่ควายเท่านั้นที่จะตีความตามตัวอักษรขนาดนั้น) แต่อย่างน้อยหากข้อมูลมันจริง หรือแม้ว่าไม่มีใบเสร็จแต่มันก็เข้าเค้าเนี่ย กระแสสังคมก็จะบีบให้พรรคที่ปากกล้าแต่ขาสั่น แม้กระทั่งในยุคทักษิณเอง (ซึ่งตอนนั้นก็กลัวการเปิดอภิปรายถึงขนาดยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นัยว่าใช้การเลือกตั้งซักฟอกตัวเองเช่นกัน) จำต้องบีบให้มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีที่มีปัญหาเช่นกัน
เราจึงไม่ควรหมดหวังกับระบอบรัฐสภาจนเกินไปนัก แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีเท่ากับการทำรัฐประหาร หรือการเมืองประชาชนแบบม้วนเดียวจบที่ผ่านมา (ฮา) แต่ก็ควรจะพยายามทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นมีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและฝ่ายค้าน (เพราะถ้าผลงานห่วยแตกก็แย่กว่าไม่ยื่นเสียอีก) เท่าที่พอจะเป็นได้นะครับผม
อย่างน้อยในรัฐสภาก็ยังมีกฎระเบียบที่ทำให้การอภิปรายนั้นให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอยู่มิใช่หรือครับ?



