คอลัมนิสต์

 บรรทัดฐาน

บรรทัดฐาน

19 มี.ค. 2552

ความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีต่อกรณีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรี "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ได้เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา มีความน่าสนใจในหลายแง่

หนึ่ง คือ มีผู้ที่ต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งสิ้น 7 ราย มีทั้งนักการเมืองและตำรวจ ที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์วันนั้น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนหนึ่ง

 สอง คือ ข้าราชการตำรวจที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา 5 นายนั้น มี 2 นายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดทางวินัย ส่วนที่เหลือมีความผิดทั้งวินัยและทางอาญา

 ความเห็นของ ป.ป.ช.ที่มีต่อกรณีตำรวจมองได้ว่า แม้จะเป็นการทำตามคำสั่งเชิงนโยบายจากนักการเมือง แต่หากพบว่าเมื่อได้กระทำไปแล้วส่งผลกระทบต่อประชาชนถึงขั้นบาดเจ็บและล้มตายแล้ว ก็มีอำนาจตัดสินใจยับยั้งเหตุการณ์ ณ ห้วงเวลานั้น ไม่ให้ลุกลามขยายไปได้

 ใช่สักแต่ว่าทำตามคำสั่งอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชน ไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษยชน จนนำมาสู่การสูญเสียอวัยวะและชีวิตของผู้ชุมนุมในเวลาต่อมา

 โดยเฉพาะในรายของ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล และ พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.ในฐานะผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการเหตุการณ์แล้ว ป.ป.ช.มองว่าสามารถยุติเหตุรุนแรงได้ แต่กลับไม่ทำ

 ขั้นตอนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 คนมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานต่างๆ มาชี้แจงต่อ ป.ป.ช. จากนั้นจึงจะพิจารณาชี้มูลว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะรู้ผล

 แต่อย่างน้อยความเห็นของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ก็น่าจะช่วยให้บรรดานายตำรวจต่างๆ ได้ตระหนักคิดได้บ้างว่า แม้จะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปก็สามารถยืดหยุ่นได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ โดยคำนึงถึงสิทธิอันชอบธรรมและความเป็นมนุษย์เป็นหลักสำคัญ

 การชุมนุมแสดงความเห็นทางการเมืองคงจะไม่หยุดอยู่แค่วันนี้หรือพรุ่งนี้แน่ ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนจะทวีความรุนแรงยิ่งๆ ขึ้นทุกวัน

 ดังนั้น อย่าปล่อยให้นักการเมืองลอยนวล แล้วตัวเองต้องมารับเคราะห์แทน อย่างที่เคยๆ เป็นมาจะดีกว่า