
"โฆษณา" ตามหาโจร
ปฏิทินโจรที่ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ริเริ่มทำขึ้นสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) นับว่าประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง
ชาวบ้านช่วยกันแจ้งเบาะแสคนร้ายที่ปรากฏตามรูปในปฏิทิน ตำรวจตามจับมาได้ต่อเนื่อง หลายรายจัดอยู่ในระดับพระกาฬเลยทีเดียว
ส่วนสำคัญอาจเป็นเพราะสังคมชนบทมีความกลมเกลียวแน่นแฟ้น คนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่ก็รู้กันหมด คนดีกับคนร้ายจึงแยกกันได้พอสมควร
พล.ต.ท.วรพงษ์ กำลังมีแนวคิดที่จะนำปฏิทินโจรจาก บช.ภ.7 มาใช้กับเมืองหลวง เพื่อให้ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตา ชี้ทางนำไปสู่การจับกุมกลุ่มแก๊งโจร
แต่ปัญหาอาชญากรรมในกรุงเทพฯ ต่างกับชนบท เนื่องจากซับซ้อนกว่า เครือข่ายแข็งแกร่งกว่า ฉลาดกว่า และที่สำคัญคือบางส่วนมีเส้นสาย ช่องทางเอาตัวรอดจึงมากมายกว่า "โจรบ้านนอก"
ตำรวจเมืองหลวงก็ต่างกับภูธร หรือที่มักประชดประชันว่าตำรวจบ้านนอก ในนครบาลท่านเจ้ายศเจ้าอย่าง ชีวิตหรูหรากว่า เงินทองผลประโยชน์มีเสพไม่หมด การรักษาตัวเองและเก้าอี้ใหญ่ๆ ย่อมสำคัญกว่างานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ตำรวจบางคนยังทำตัวเป็นนายชาวบ้าน รีดนาทาเร้นข่มขู่ หนักถึงขั้นกรรโชก ธรรมชาติของคนในสังคมเมืองจึงไม่ยอมสนิทหรือเชื่อใจตำรวจนครบาล ต่างจากภูธรที่มีจิตวิญญาณมากกว่า
ดูตัวอย่างจากสายตรวจโรงพักที่ออกตรวจท้องที่ สังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีมนุษยสัมพันธ์แบบไหน ชาวบ้านไม่ค่อยโอภาปราศรัยด้วย บางรายมีเซ็นตู้แดงแล้วก็ไป บางชุดขี่จักรยานยนต์ตามถนนหลักแล้วก็วกกลับห้องพักก็มี นายบางคนทั้งระดับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ เป็นประธานปล่อยแถวยังไม่ทันไอเสียรถจางหายก็บ่ายหน้าไปหาเศษหาเลย
ถ้า ผบช.น.จะนำแนวคิดปฏิทินโจรกลับมาใช้ต้องพิจารณาหาวิธีทำให้ภาพคนร้ายเหล่านั้นเข้าถึงชุมชนให้ได้ ลำพังท่านผู้บัญชาการ หรือผู้การ เขตในนครบาลส่งปฏิทินไปตามโรงพักเกรงว่าจะเสียของไปดองอยู่ตามห้องสายตรวจ สายสืบ หรือตามห้างสรรพสินค้า โดยไม่มีใครคอยกำกับชี้แจงประชาชน ดีไม่ดีปฏิทินโจรอาจกลายเป็นขยะเพิ่มงานให้ กทม.เก็บกวาดอีกต่างหาก
แนวคิดท่านวรพงษ์ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีวิธีโฆษณาให้ถึงชาวบ้านซึ่งยากกว่าภูธร
ประเด็นสำคัญหากตำรวจท้องที่ไม่สนใจ ต่อให้โฆษณาเต็มป้ายยักษ์หรือยิงสปอตโทรทัศน์กันทั้งวัน ก็อาจคว้าน้ำเหลว !!



