
ความไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม
"เป็นไงเรตติ้งผมในคุกนี่แรงใช้ได้เลยนะ" นายตำรวจพูดเล่นกับดิฉันในขณะที่เราก้าวพ้นจากประตูทึบของเรือนจำภายหลังจากการเข้าไปหาข้อมูลเครือข่ายการกระทำผิดจากผู้ต้องขัง ก่อนหน้านี้ดิฉันทำการศึกษาชีวิตของพวกเขาโดยใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน
ดังนั้นคำทักทายด้วยสีหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใสจากผู้ต้องขังจำนวนมากในเรือนจำที่มีต่อดิฉัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก “แหม วันนี้นางเอกมาคู่กับพระเอกเลยนะ” แต่สำหรับนายตำรวจที่เดินอยู่กับดิฉันนั้น พวกเขาคือกลุ่มคนที่เคยเป็นคู่อริ คู่ตรงข้ามที่ต่างฝ่ายต่างหักเหลี่ยม แลกคมกัน “ถ้าการปราบปรามของพี่ได้ผล ทำไมพวกเขาออกมาแล้วยังทำผิดซ้ำ”
ดิฉันตั้งคำถามกับนายตำรวจหลังจากที่เขาพยายามที่จะโน้มน้าวให้ดิฉันเห็นว่าการปราบปรามได้ผลกว่างานป้องกัน ดิฉันตั้งคำถามโต้แย้งว่าพวกเขาไม่รู้สึกเบื่อหรืออย่างไรกับการจับแล้วปล่อยแล้วจับกลุ่มคนที่กระทำผิดกลุ่มเดิม ซ้ำซาก จำเจไม่รู้จบสิ้น “ถ้าทำผิดมาอีกก็จับอีก เตรียมคุกไว้ให้พอก็แล้วกัน เรื่องให้จับน่ะไม่มีปัญหา จับได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าผู้ใหญ่เอาจริง”
ปรากฏการณ์เด็กแว้นที่ขี่รถซิ่งพุ่งชนตำรวจในขณะที่ตำรวจตั้งด่านจับกุมเนื่องจากมีประชาชนแจ้งว่าได้รับความเดือดร้อนไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องเก่าๆ การกระทำผิดรูปแบบเดิมๆ ซ้ำซาก จำเจหากแต่รุนแรงขึ้นและผู้กระทำมีอายุที่น้อยลงคือภาพสะท้อนของการไม่ประสบความสำเร็จในงานป้องกันอาชญากรรมที่ ผู้นำตำรวจต้องคิดใหม่ให้ทะลุกรอบและรื้อรากเหง้าต้นตอของการไม่ทำงาน
“พี่เป็นตำรวจนะไม่ใช่อัศวิน” คำพูดเสียดสีประชดประชันของรองผู้บังคับการตำรวจท่านหนึ่งเสริมด้วยคำกล่าวที่ว่า “ตำรวจทำหน่วยเดียวไม่ได้หรอก ต้องช่วยกัน แบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน” งานป้องกันอาชญากรรมเป็นภารกิจสำคัญที่ตำรวจสายงานป้องกันต้องจริงจัง จริงใจและทำงานอย่างเข้มแข็ง การแสวงหาแนวร่วมและการบริหารจัดการข้อมูลที่ละเอียด ลึกซึ้ง รอบด้านเกี่ยวกับเครือข่าย รูปแบบและลักษณะพฤติการณ์การกระทำผิด จะทำให้งานสายป้องกันสามารถสนับสนุนงานสายปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พื้นที่ที่มีคดีอาชญากรรมและจับตัวผู้กระทำผิดไม่ได้จำนวนมากจึงมิใช่เรื่องปกติ จุดเกิดเหตุเดิมๆ ลักษณะการกระทำผิดเดิมๆ ซ้ำซากก็มิใช่เรื่องปกติเช่นกัน เพราะตำรวจชุมชนสายงานป้องกันควรจะรู้ว่าเครือข่ายผู้กระทำผิดคือใครด้วย มิใช่เป็นเพียงความบกพร่องของงานสืบสวน ปราบปรามเท่านั้น
ปรากฏการณ์การกระทำผิดซ้ำซาก จำเจ มิใช่มีเพียงคำตอบเดียวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติละเลย เพิกเฉย แต่ต้องถามต่อว่า ทำไมผู้ปฏิบัติงานจึงละเลยเพิกเฉยไม่ทำงาน? มิใช่ปัญหาเพียงระดับตัวบุคคล แต่มีสาเหตุที่หลากหลาย ซับซ้อน ทั้งในเรื่องตัวบทกฎหมาย ระเบียบวิธีการปฏิบัติ การมีส่วนร่วมในการป้องกันขององค์กรต่างๆ หรือแม้กระทั่งระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานป้องกันอาชญากรรมไม่ได้ผล นายตำรวจเล่าว่า “พี่นับถือนายคนนี้มาก เขาให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น”
ความไม่ยุติธรรมในองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไม่อยากทำงาน การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายปฏิวัติงานป้องกันอาชญากรรมจึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่ามาตรการที่นำเสนอไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในองค์กรตำรวจ แต่ยุทธวิธีหรือมาตรการเก่าๆ ของดีๆและที่สำคัญคือนายตำรวจดีๆ ที่มีศักยภาพมีมากมายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่กลับถูกละเลย ไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่และจริงจัง ทำให้หน้าที่หรือภารกิจขององค์กรที่สามารถทำได้กลับไม่ได้ทำ อุปมาอุปมัยดังเช่น ซามูไรใช้แต่ดาบที่ขึ้นสนิม
ข้ออ้างที่ว่าความไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมเกิดจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นจากการชุมนุมประท้วงทางการเมืองจึงไม่ใช่เหตุผลที่ควรรับฟัง
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



