คอลัมนิสต์

กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100

กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100

16 มี.ค. 2552

น่าสนใจและน่าติดตามชนิดตาห้ามกะพริบกันเลยทีเดียว สำหรับการเข้ามาตรวจสอบการทำงานของ กบข.ที่ไม่รู้ว่า บริหารกองทุนอย่างไร ขาดทุนไป 5.8 หมื่นล้านบาท ถึงแม้ กบข.จะพยายามบอกว่า นี่คือ "การขาดทุนทางบัญชี" ส่วนที่ขาดทุนจริงๆ มีแค่ 4 พันกว่าล้านบาท

ที่น่าสนใจเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับข้าราชการทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคน ที่มุ่งหวังจะได้เงินที่หักเข้า กบข.เอาไว้กินยามเกษียณอายุไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็มาพบว่า การบริหารเงินกองทุนนี้ ส่วนหนึ่งถูกนำไปซื้อหุ้น แล้วเมื่อวันหนึ่งก็พบว่าราคาหุ้นที่ซื้อไปนั้นลดลงอย่างน่าใจหาย
 ถึง กบข.บอกว่าขาดทุนทางบัญชี แต่มันก็ชัดเจนว่า หากขายหุ้นในวันนี้ ก็ขาดทุนทันทีเท่ากับราคาที่คำนวณมาแจกแจง ดูจาก "สื่อ" ที่อุตส่าห์ไปเสาะหามาตีพิมพ์ บางตัวขาดทุนหนัก บางตัวติดลบไปเกือบ 100% ก็เป็นธรรมดาที่ข้าราชการที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับตรงนี้โดยตรง จะต้องไม่สบายใจ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยอย่างนี้ ในยามที่พวกเขาเกษียณ จะเหลือเศษสตางค์ไว้ให้บ้างหรือไม่
 ยิ่งมารู้ว่า จากผลการบริหารอันยอดเยี่ยมนั้น ทำให้ผู้บริหาร กบข.ได้โบนัสไปอีก 3 เดือน ก็ยิ่งไม่สบายใจหนักขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
 ข้อมูลที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแล ป.ป.ท.หน่วยงานรัฐที่เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ ท่ามกลางความกังขาว่ามาได้อย่างไร ก็ได้สำทับอีกครั้งว่า มีข้อมูลที่มากกว่า ป.ป.ท.สอบ และได้มอบหมายให้ ป.ป.ท.สอบเพิ่มเติม โดยข้อมูลที่ให้ไปนั้น เป็นข้อมูลที่ กบข.เข้าไปซื้อหุ้นบางตัว ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ราคาหุ้น และกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่
 ฟังอย่างนี้ นักลงทุนทั้งหลายอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ
 แต่เรื่องอย่างนี้ขอเวลาใคร่ครวญอีกนิด เมื่อหน่วยงานภาครัฐที่ดูแล้วมีแนวโน้มว่ามีเจตนาดี มากกว่าร้าย ก็น่าจะปล่อยให้เขาทำงานจนจบไปจะดีกว่าหรือไม่ ก่อนที่จะทุ่มเถียงว่า ระบบการทำงานของ กบข.รัดกุม หรือมีคณะกรรมการที่มีชื่อเสียง หรือด่วนบอกว่า กบข.ผิดแต่เพียงไม่ประชาสัมพันธ์การทำงานตั้งแต่แรก
 เพราะเรื่องลักษณะนี้มันเริ่มจะเฉียดกลายเข้าใกล้เจตนารมณ์ในการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 100 มาตราเดียวกันกับที่ศาลพิพากษาให้ ทักษิณ ชินวัตร ติดคุก 2 ปีนั่นแหละ
 ประเด็นหนึ่งที่มีการถกเถียงกันในคณะกรรมการยกร่างฯ ก็คือ การเข้ารับตำแหน่งระดับสูง โดยเฉพาะระดับบริหาร ในที่นี้อาจจะมุ่งไปที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เพราะเกรงว่าจะวุ่นวายกันไปหมด แต่ที่ต่างประเทศนั้น เขาลงลึกถึงระดับเจ้าหน้าที่ หรือคณะกรรมการบริหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณ เรื่องการอนุมัติโครงการ
 เพราะนี่คือหน้าตาและความเชื่อมั่นที่อย่าว่าแต่ต่างชาติที่จะเข้ามาเลย เอาแค่ไทยด้วยกัน ถ้ารู้ว่า คนนั้นคนนี้ที่จะเข้าแข่งขันแต่ดันมีแต้มต่อเพราะเครือญาติ หรือมีเส้นสายในนั้น ก็ถอยกรูดกันหมดแล้ว
 ตรงนี้แหละที่อยากให้รอกันอีกนิดสำหรับกรณี กบข. ส่วนตอนนี้ ก็ภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่ข้อมูลของรัฐมนตรียุติธรรมส่งให้ ป.ป.ท.ไปสอบเลย !

 

ศรายุทธ สายคำมี (แทน)