คอลัมนิสต์

นโยบายฟื้นฟูธรรมชาติ

นโยบายฟื้นฟูธรรมชาติ

16 มี.ค. 2552

ประเทศไทยเคยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จัดเป็นเขตปลอดภัยธรรมชาติร้ายแรงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน มีขีดความสามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรและส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ

 ที่ผ่านมา ประชาชนบนแผ่นดินนี้ได้ตักตวงผลประโยชน์อย่างมากมายจากธรรมชาติ นำทรัพยากรทุกประเภทไปบริโภค ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงทำลาย ไม่มีได้มีเสียคุ้มค่า มีแต่เสีย ดังเช่นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร มีสารพิษในดินและแม่น้ำทุกสาย 

 ในช่วงเวลาของการฟื้นฟูต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้เน้นนโยบายต่างๆ เพื่อช่วยเหลือภาคชนบท เช่น เงินกองทุนหมู่บ้าน มีโครงการประชานิยมในรูปแบบต่างๆ เพื่อผลเร่งด่วน หรือระยะกลาง

สร้างงานและรายได้ให้ประชาชนนั้น ยังมีโครงการสำคัญต่ออนาคต นั่นคือการฟื้นฟูธรรมชาติ ทรัพยากร เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

 โครงการที่สำคัญมีผลต่อเนื่องยาวนาน เริ่มด้วยการจ้างแรงงานในชนบท คือการเร่งปลูกป่า ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของแผ่นดิน โดยรัฐบาลและเอกชนควรร่วมมือกัน จัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม โดยรัฐบาลอาจจัดงบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง และขอการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชน หน่วยงานของรัฐโดยตรง เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ฯลฯ ต้องมีบทบาทสำคัญและอยู่ภายใต้การปฏิรูปองค์กรเพื่อทำงานด้วยความเข้มแข็ง แทนที่จะอยู่ไปแต่ละวันขณะที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารถูกลักลอบทำลายจนแทบไม่เหลือ

 ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในต้นน้ำจังหวัดภาคเหนือเป็นการเตือนว่าในอนาคตประเทศไทยและเพื่อนบ้านต้องเผชิญต่อการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะแม่น้ำโขง การสูญเสียระบบนิเวศวิทยา ทำให้ความยากจนในชนบทแพร่กระจาย ถ้าการเกษตรไม่ได้ผล ฝนทิ้งช่วง น้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ

 การปลูกป่าทำให้เกิดการจ้างแรงงาน หน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลต้องเพิ่มและจัดการระบบดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ แม้จะต้องกินเวลานาน ยังดีกว่าไม่เริ่มต้นทำอะไร ปล่อยให้สภาพเลวร้ายลง ทำให้พื้นที่ป่าไม้เหลือน้อย เพิ่มอุณหภูมิให้สูงเกินกว่าระดับปกติ ดังที่มีการเตือนว่าปีนี้อากาศภาคเหนือจะร้อนระอุ

 การฟื้นฟูป่าไม้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวโลก สร้างความมั่นใจว่าคนไทยจะมีอาหารเพียงพอและเหลือสำหรับสร้างรายได้เข้าประเทศ เพราะการเกษตรเป็นทางเลือกสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนกว่าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถูกพิสูจน์ให้เห็นในยุควิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบันว่า เป็นปัญหามากกว่าการประคองสภาวะของประเทศ เพราะประเทศไทยต้องนำเข้าปัจจัยต่างๆ และพึ่งพาแหล่งป้อนจากต่างประเทศ สร้างมลภาวะเป็นพิษ ทำลายคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว