คอลัมนิสต์

ผบช.น.สั่งระดมสายตรวจป้องกันเหตุลอบบึ้ม

ผบช.น.สั่งระดมสายตรวจป้องกันเหตุลอบบึ้ม

28 มี.ค. 2553

พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ศปก.น. ผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรน กับ ศปก.ตร. โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ10) เป็นประธานเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) โ

ต่อมา พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า เมื่อคืนนี้หลังเกิดเหตุระเบิดได้ประชุมเบื้องต้น โดยให้ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวน ที่มี พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ดูแลไปช่วยในการวางแนวทางการสืบสวน ซึ่งวันนี้เวลา 15.00 น.จะมีการประชุมกันเพื่อวางแนวทางการสืบสวนทั้งเหตุระเบิดที่ช่อง 5 และเอ็นบีที

 ทั้งนี้ได้สั่งการให้ทุก สน.ใช้สายตรวจจักรยานยนต์เป็นพิเศษในการทำหน้าที่เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ และสั่งการให้ตำรวจปราบจราจลที่มาจากภาคต่างๆ จัดกำลังไปให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีอยู่ สำหรับการตั้งด่านตำรวจทำเต็มที่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าขณะที่เราตั้งจุดตรวจ จุดสกัดก็ยังมีรอยรั่วมีรูรั่ว โดยเชื่อว่าเป็นคนไทยที่น่าจะรู้เส้นทางใน กทม.จึงรู้เส้นทางต่างๆ ได้อย่างละเอียด ซึ่งการก่อเหตุใช้เวลาไม่ถึงนาที หรือครึ่งนาทีก็หลบหนีไปแล้ว ทำให้ยากในการป้องกัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธเหล่านั้น ผบช.น.กล่าวว่า น่าจะมองได้อย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ลูกระเบิดมันง่าย หลายจุดที่โยนแล้วไม่ระเบิดก็มี ไม่น่าจะมีความรู้มากมายก็มีผสมกันไป แต่ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้เป็นการป่วนเมือง ทำให้สถานการณ์การชุมนุมต่างๆ ยิ่งแย่ลงไป โดยจาก 2 คดีที่ผ่านมาที่จับกุมได้ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลม หรือที่ออกหมายจับอดีตตำรวจที่กระทรวงกลาโหม แต่ว่าความเชื่อมโยงนั้นจะให้ระบุก็ยังไม่ได้ ยกเว้นการจับกุม ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม ได้ก่อน โดยได้ส่งฝ่ายสืบสวนไปหลายชุดแล้ว ซึ่งพัวพันกับนักการเมือง

 เมื่อถามว่ากลุ่มเสื้อแดงตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถจับกุมใครได้เลยนั้นมองว่าอาจเป็นฝีมือของรัฐบาล ผบช.น.กล่าวว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาทั้งหมดนั้น บ่งชัดอยู่แล้วว่าข้อมูลที่ออกมาไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล ซึ่งข้อพิสูจน์ก็มีแล้วไม่ว่าจะเป็นการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พูดง่ายๆ ว่าเป็นกลุ่มที่เคยรับใช้นักการเมือง ซึ่งสร้างปัญหาในขณะนี้

 ต่อมา พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก บช.น. กล่าวว่า จากการข่าวของสันติบาลเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา มียอดกลุ่มผู้ชุมนุมสูงสุด 108,000 คน ในเวลา 19.00 น. และต่อมาลดลง แต่เมื่อแกนนำประกาศจะไปทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมก็กลับมาอีก ซึ่งมองได้ว่าผู้ชุมนุมอยู่ใน กทม. หรือสถานที่ใกล้เคียง หรือแนวร่วมที่มีความคิดเห็นตรงกันอยู่ใน กทม.และปริมณฑล หรือญาติพี่น้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ใน กทม. จึงระดมได้ดี ใช้เวลาสั้นๆก็ระดมได้

 ขณะนี้เวลา 11.00 น. มียอดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านฟ้าประมาณ 50,000 คน และที่ราบ 11 ประมาณ 1,500 คน และยังมีการเจราจาของกลุ่มผู้ชุมนุมกับรัฐบาลกันอยู่ จึงยังไม่มีการเคลื่อนกำลังในขณะนี้ และให้ ศปก.สน.ที่ราบ 11 ให้ พล..ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 เป็น ผบ.เหตุการณ์ในพื้นที่ หากมีความรุนแรง พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ รอง ผบช.น. จะเข้าช่วยเหลือในการควบคุม โดยช่วงเช้าได้ส่งกำลัง ปราบจราจล บก.น.2 อีก 4 กองร้อยไปที่ ราบ 11 เพื่อเข้าจุดบริเวณแนวรั้วด้านหน้า และกำลังอื่นๆของ บช.น. เนื่องจากเมื่อวานนี้มีการถอนทหารจากพื้นที่ชั้นใน ศอ.รส. จึงมอบให้ตำรวจดูแลพื้นที่ชั้นใน ทาง บช.น.จึงให้กองร้อยควบคุมฝูงชน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ส่งมาสนับสนุนดูแลพื้นที่ชั้นใน ประกอบด้วย รัฐสภา แนวถนนราชดำเนินทั้งหมด ทำเนียบรัฐบาล จุดตรวจในพื้นที่ชั้นในทั้งหมด ส่วนจุดตรวจร่วมตำรวจ-ทหารในพื้นที่ชั้นกลางและชั้นนอกนั้น ยังทำงานร่วมกัน โดยจุดตรวจระหว่างมีเหตุ ผบช.น.จึงปรับจุดตรวจ 168 จุด ให้เป็นสายตรวจจักรยานยนต์เคลื่อนที่ในบริเวณโดยรอบทั้งหมด และช่วงเช้าได้ปรับสายตรวจจักรยานยนต์ไปเป็นจุดตรวจเช่นเดิม โดยเป็นการปรับแผนตามสถานการณ์

 โฆษก บช.น. กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ระเบิด ที่ช่อง 5 เอ็นบีที และราบ 11 ที่เกิดขึ้น ผบช.น.ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันทุกหน่วยระดม สายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชุดจู่โจมเคลื่อนที่เร็วทั้งระดับ สน. และระดับ บก. ให้ออกตรวจพื้นที่ ปรากฏกายให้เห็นเด่นชัด ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนให้ออกตรวจตระเวนและซุ่มโป่งบริเวณสถานที่สำคัญล่อแหลมในพื้นที่ อีกทั้งได้สั่งการให้ บก.สายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ระดมรถยนต์สายตรวจ ออกตรวจพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของ สน.โดยให้จัดทำแผนการตรวจให้ครอบคลุมพื้นที่และห้วงเวลามากที่สุด และให้ บก.สืบสวนเร่งระดมเจ้าหน้าที่ออกสืบสวนคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดี โดยได้เรียกประชุมฝ่ายสืบสวนเพื่อพยายามหาความเชื่อมโยงหลายส่วน เมื่อวานเย็นนี้ก็มีการค้นพบเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ในพื้นที่ สน.บางชัน โดยให้กองพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบว่าเป็นเครื่องยิงที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่กับเหตุระเบิดก่อนหน้านี้ โดยเหตุระเบิดที่ช่อง 5 มีการจับภาพคนร้ายได้ชัดเจน

  เบื้องต้นใช้จักรยานยนต์คาดว่าเป็นฮอนด้า โดยใช้ระเบิดแบบขว้าง แต่ไปติดตาข่ายของรั้วทำให้ระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้ประชาชนที่ผ่านมาบาดเจ็บ โดยในวันนี้จะมีการตรวจสอบภาพต่อเนื่องในถนนพหลโยธิน เพราะน่าจะมีการภาพค่อนข้างมาก ส่วนเหตุเกิดที่เอ็นบีที กล้องวงจรปิดน่าจะช่วยได้หลายส่วน เช่นเดียวกับเหตุที่ ราบ 11 ทาง ผบก.น.2 ได้ให้ฝ่ายสืบสวนกำหนดทิศทางยิงและแนวทางการสืบสวนต่างๆแล้ว

  และในวันนี้เวลา 15.00 น. ผบช.น.ได้เรียกฝ่ายสืบสวนทั้งหมดมาพูดคุยแนวทางการทำงาน ที่ห้องปารุสกวัน 1 โดยในเวลา 14.00 น.จะเรียกเจ้าหน้าที่สายตรวจทั้งหมด ทั้งรอง ผบช.น. งานสายตรวจ รอง ผบก.งานสายตรวจ ผกก.ทุก สน. รอง ผกก.ปป. ทุก สน. จะมากำหนดและปรับมาตรการการป้องกัน ที่ห้องประชุมใหญ่ โดยหลังจากนี้ทาง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)และบช.น.ไปตรวจเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งประชาชนและทหาร โดยทาง พล.ต.อ.อดุลย์ ก็พร้อมหมุนกำลังในส่วนอื่นมาช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และมีการพักถอนหน่วยที่ล้า

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันใช้กำลังตำรวจทั้งหมด 49 กองร้อย ดูแลในภารกิจ 5 กลุ่ม คือ 1.รอบรัฐสภา 2.แนวถนนราชดำเนินทั้งหมดรวมทำเนียบรัฐบาล 3.การตั้งจุดตรวจรักษาการพื้นที่ชั้นในและชั้นกลาง 4.พื้นที่รอบนอก การตั้งจุดตรวจบ้านพักบุคคลสำคัญ และ5.หน้า ราบ 11 รอ. โดยกำลัง 49 กองร้อยนั้น พื้นที่ชั้นในใช้ตำรวจ ชั้นกลางและนอกจะใช้พื้นที่ทหาร ตามแนวปฏิบัติของ ศอ.รส.

 เมื่อถามว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าที่มาที่ไปของระเบิดมาจากไหน โฆษก บช.น.กล่าวว่า จากตัวเลขตั้งแต่เดือนมีนาคมเริ่มชุมนุมเป็นต้นมาผ่านไป 2-3 สัปดาห์ พบว่าความถี่ในการระเบิดจะผันแปรไปตามความเข้มข้นของการชุมนุม โดยสาเหตุระเบิดที่ถี่ขึ้นจะมีมากในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่ประกาศใช้พรบ.ความมั่นคง โดยห้วงเวลาที่เกิดบ่อยขึ้นมี 2 ช่วงคือ 20.00-22.00 น.และ 01.00-05.00 น. โดยเกือบทั้งหมดเกิดในเวลาที่กล่าวมา โดยน่าจะมาจากการสร้างสถานการณ์ โดยจุดที่เจ้าหน้าที่หนาแน่นจะไม่ดำเนินการ และอีกส่วนคือใช้จังหวะที่มีช่องก่อเหตุในพื้นที่ที่มีสัญลักษณ์ทางการเมือง บางรายก็เป็นอาชญากรรมปกติ แม้ไม่มีการชุมนุมก็เกิดขึ้นไม่ว่าจะที่ สน.ทองหล่อ หรือแขวงการทาง จึงต้องวิเคราะห์เป็นกรณีไป โดยบางส่วนที่มีจับกุม ออกหมายจับไปแล้ว หรือเครื่องยิงที่จับได้กำลังสืบสวนอยู่ ส่วนจะเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่นั้น คงไม่ระบุชัดเจน แต่บางกลุ่มอาจก่อเหตุมากกว่า 1 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบใช้ความรุนแรง

 เมื่อถามว่ามีการข่าวว่าตำรวจที่มาปราบจราจลยังไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยง โฆษก บช.น.กล่าวว่า กรณีดังกล่าวที่ประกาศออกไปเป็นเพียงสงครามจิตวิทยา เป็นยุทธวิธีบั่นทอนกำลังใจ ก่อนหน้านี้ 3-4 วันทหารก็โดน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ หากอยู่ในแผนการปฏิบัติจะได้รับเงินทุกนาย โดยค่าอาหารทาง รรท.ผบ.ตร. เป็นคนออกให้ ส่วนงบประมาณก็ใช้ 49 กองร้อย คูณ 150 คน และคูณด้วยค่าเบี้ยเลี้ยง 400 บาทรวมค่าอาหาร แม้จะอยู่ในงานส่วนอื่นทั้งจราจร สืบสวน สอบสวน ที่มาทำงาน โดยกำลังพลที่ได้เงินรวม 11,339 คน ซึ่งดูแล กทม.ทั้งหมด แม้ไม่ได้เป็นกองร้อย แต่ฝ่ายจราจรจะส่งรายชื่อให้ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ฝ่ายสอบสวน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. และฝ่ายสืบสวน ให้ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น.ดูแล โดย 49 กองร้อยดูแลพื้นที่ แต่ในส่วนอื่นก็จะได้ลงไป แต่ทาง บช.อื่นทาง ตร.ก็จะส่งให้ แต่ละ บช.ได้เลย