คอลัมนิสต์

ท้วงติงหรือจ้องทำลาย

ท้วงติงหรือจ้องทำลาย

11 มี.ค. 2552

นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งส่อแววว่าจะเลวร้ายลง เพราะผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงิน ธนาคารขนาดใหญ่ บริษัทประกันชีวิต ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งยังไม่มีใครกล้าคาดคะเนว่าจะหาทางออกที่เหมาะสมได้เมื่อไร

 ผู้นำของแต่ละประเทศมีทั้งฝ่ายค้าน และกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งสื่อมวลชน ให้ความเห็นเชิงท้วงติง ตำหนิ รวมทั้งการโจมตีอย่างเปิดเผย ในกรณีเผชิญปัญหาร้ายแรง สร้างความเสี่ยงต่อชาติด้านความมั่นคง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ บางประเทศฝ่ายค้านเปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้ความสามารถแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
 สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ สถานการณ์แตกต่างจากประเทศอื่นๆ แม้จะมีพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ นักวิจารณ์หรือผู้รู้ แสดงความคิดเห็น การคัดค้าน ท้วงติง เสนอแนะอย่างไรก็ตาม ในประเทศอื่นๆ ไม่ได้มีบุคคลซึ่งสูญเสียอำนาจ ได้พยายามใช้ทรัพยากรการเงิน เครือข่ายกลุ่มคนทั้งพรรคการเมือง กลุ่มกดดันนอกสภา สร้างความปั่นป่วนนอกเหนือจากการทำงานในลักษณะมืออาชีพ ทั้งยังพยายามทุกวิธีในการขัดขวางไม่ให้ทำงานแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้สำเร็จ นอกเหนือจากความต้องการให้รัฐบาลล้ม เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ก็ตาม นับเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เพราะล้ำเส้นของความเป็นพรรคฝ่ายค้านทางการเมือง
 ถ้าหากบ้านเมืองอยู่ในสภาวะที่ปกติ ไม่มีวิกฤติรุนแรงดังที่หลายประเทศพยายามแก้ไข สภาพของประเทศไทยคงไม่น่าห่วงนัก แต่เมื่อรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์มีอดีตผู้นำประเทศทำตัวเป็นผู้สร้างความปั่นป่วน ปลุกระดมมวลชนด้วยเงินอามิสสินจ้าง ไม่ใช่การชุมนุมโดยวิธีธรรมดา หรือโดยจิตสำนึกสุจริต จึงทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ควร แม้รัฐบาลจะประกาศว่าไม่สนใจหรือให้ความสำคัญกับการกระทำเช่นนั้น รวมทั้งการโฟนอินก็ตาม และเป็นการสะท้อนให้เห็นชัดว่าการเมืองไทยยังมีกลุ่มบุคคลไร้จิตสำนึก ความรับผิดชอบ รู้จักกาลเทศะ ว่าเหตุการณ์ใดควรร่วมมือกันช่วยเหลือให้บ้านเมืองรอดจากวิกฤติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
 คงเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะชี้แจงให้ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มกดดันนอกสภาได้เข้าใจ และให้เวลารัฐบาล เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของกิจกรรมหรือหน้าที่ทางการเมืองตามภาวะปกติ มีสินจ้าง ผลประโยชน์ด้านเงินทองเป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่อง และบุคคลทั่วไปซึ่งไม่มีจิตสำนึกถูกต้องดีงามย่อมต้องการผลตอบแทนเพื่อให้สถานภาพทางการเงินของตัวเองดีขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจากนี้ไปจะเป็นการทดสอบความสามารถและความเป็นผู้นำรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองไปได้หรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศของความขัดแย้ง หากประสบความสำเร็จ เท่าเป็นการเสริมส่งสถานภาพ เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชน และพิสูจน์ถึงความพร้อมในการรับมือทุกรูปแบบสำหรับการเมืองซึ่งไร้หลักการ คุณธรรม และจิตสำนึกดีงาม