
เห็นแก่ตัว
กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2549
ข้อ 4 "ให้มีการคัดเลือกหรือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจปีละหนึ่งครั้ง เรียกว่า 'วาระประจำปี' โดยการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้บังคับการถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคม ของทุกปี...
การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องเลือก หรือแต่งตั้งอย่างแท้จริง และไม่อาจจะรอวาระประจำปีได้ โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน"
ข้อ 33 "การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละระดับตำแหน่งให้พิจารณาดังนี้
(1) ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไป ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโส
ผู้บังคับบัญชาระดับที่มียศ พล.ต.อ. มีจเรตำรวจแห่งชาติ 1 ท่าน, รอง ผบ.ตร.7 ท่าน, ที่ปรึกษา (สบ 10) 2 ท่าน, หัวหน้านายตำรวจราชสำนัก 1 ท่าน แต่เนื่องจาก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี หัวหน้านายตำรวจราชสำนัก มีเหตุต้องมาประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลาผ่านไปหลายเดือนจนมีการตัดสินใจให้ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รอง ผบ.ตร.(ฝ่ายบริหาร) ไปรับตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักแทนเมื่อเดือนมกราคม 2522
ด้วยเหตุนี้ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.จึงว่างลง 1 ตำแหน่ง จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งทดแทน และเคยมีมติ ก.ตร.ให้พิจารณาแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้าสู่ตำแหน่งหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ จเรตำรวจแห่งชาติ, รอง ผบ.ตร.หรือที่ปรึกษา (สบ 10) ทันทีเมื่อมีการแต่งตั้ง
แต่มีผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่ปรารถนาจะขึ้น รอง ผบ.ตร.และมีพลังลึกลับสูง 2 คน ทำให้เกิดการประชุม ก.ตร.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2522 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. มีมติให้กำหนดตำแหน่งเทียบเท่า รอง ผบ.ตร. คือที่ปรึกษา (สบ 10) จำนวน 2 ตำแหน่ง เพื่อรองดันผู้ช่วย ผบ.ตร.พลังสูง 2 คนดังกล่าว รวมตำแหน่งยศ พล.ต.อ. 3 ตำแหน่งสบายไป !
ฝ่ายการเมืองเสียท่าฝ่ายประชารัฐอีกแล้ว เพราะเกิดจากความเห็นแก่ตัวของคนบางคน
ตำรวจยศ พล.ต.อ. มี 13 คน แทบจะเดินชนกันตาย งานการก็ไม่มีจะทำ เฮ้อ !?!
คมพิทักษ์ราษฎร์



