คอลัมนิสต์

จุดม็อบหาเงิน

จุดม็อบหาเงิน

10 มี.ค. 2552

อืมม์...การโฟนอินกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของนักปลุกระดมม็อบ แม้รายได้จะไม่เป็นกอบเป็นกำเหมือนแต่ก่อน คำว่า “โฟนอิน” ยังสามารถเป็นตัวล่อดึงดูดชาวบ้านซึ่งเห็นผิดเป็นชอบ คลั่งไคล้ใหลหลงอาชญากรนักโทษหนีคุก

กลุ่มหัวหน้าม็อบเสื้อแดงรู้ตัวดีว่าพวกตัวเองไร้ความน่าเชื่อถือ ชาวบ้านที่มีสติปัญญา คิดเองได้ ไม่ยอมศรัทธา หลงคารม และยอมเป็นเครื่องมือดูดเงินจากเศรษฐีลี้ภัย ให้พวกแกนนำยกระดับมาตรฐานชีวิต อยู่ดีกินดี อิ่มหมีพีมัน
 จะเห็นได้ว่าถ้าไม่มีการอ้างเรื่อง “โฟนอิน” แล้ว ความหวังจะระดมมวลชนคนเสื้อแดงได้เป็นหมื่นๆ มาตากแดด ทนหิวกลางสนามนั้น ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน คงเพราะคนเริ่มรู้แกวแล้วว่าพวกแกนนำกินค่าหัวคิวโหด
 หรือรับเงินจากนายใหญ่จัดงานปลุกระดมเพื่อสร้างรายได้ให้พวกตัวเอง ไม่ได้มีข้อมูลใหม่มากล่าวหารัฐบาล นอกจากเอาเรื่องเก่าซ้ำซากมาจ้อ
 แกนนำเสื้อแดงไม่มีคนที่สังคมยอมรับ มีแต่พวกตายซากจากการโดนยุบพรรค 2 ครั้ง เพราะทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เล่นไม่ซื่อในการเลือกตั้ง พายเรือให้โจรนั่ง ยกมือในสภาให้โจรปล้นเมือง
 การชุมนุมในขอนแก่นเพื่อฟังโฟนอินจากคนกำลังไร้รัฐ ก็มีไม่ถึงหมื่นคน จะขาดไปกี่พันก็สุดแล้วแต่ ทั้งๆ ที่เป็นฐานหลักในภาคอีสาน น้อยกว่าคนเสื้อเหลืองไปชุมนุมในสนามกีฬาโคราช เจาะด่านอีสานสู่เมืองอื่นๆ ต่อไป
 เป็นความตกต่ำอย่างมาก ยิ่งเด็กมาร์คและคณะเดินสายทำตัวเป็นเป้าล่อ ประเมินกำลังเสื้อแดงแบบไม่กลัวขวดน้ำ รองเท้าด้วยแล้ว ทำให้รู้ว่าพวกตามป่วนไปจากพื้นที่อื่น คนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วยนั้นมีน้อยกว่าเยอะ
 นั่นเป็นเพราะเสื้อแดงที่เหลือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการบูชาส้นตีนแดง ยกไว้เหนือหัว เนื้อแท้ของเสื้อแดงเปลี่ยนสีไปใส่เสื้อน้ำเงินแล้ว
 ได้เสื้อน้ำเงิน และเงินอู้ฟู่ เพราะ “พลังห้อย” สปอนเซอร์กุมโครงการใหญ่ๆ ของรัฐไว้ในมือ มีรัฐมนตรีในสังกัดเรียกด้วยความเคารพว่า “นาย”
 ทุกวันนี้เจ้าของ “พลังห้อย” จึงไม่ใส่ใจกับเก้าอี้รัฐมนตรี อาจหวังเพียงตำแหน่งนายกฯ ในอนาคต ถ้าคนไทยยอมก้มหัวให้ระดับนั้น ขณะนี้จึงพอใจกับคนชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐมนตรีในสาย เป็น “เจ้านาย” รัฐมนตรีดูดีกว่าเยอะ
 แถมยังได้รับความเกรงอกเกรงใจอย่างยิ่งจากค่ายสะตอ ซึ่งมีทั้งเต็มใจและจำใจร่วมก๊วน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมือง การค้ากำไร ฮ่า!
 มวลชนบูชาส้นตีนแดงจึงอยู่ในสภาพไม่ต่างกันกับฝ่ายค้านผสมแค้น แม้จะประสานพลังกัน แต่ละฝ่ายก็รอการอัดฉีดจากนายใหญ่คนไร้รัฐเช่นกัน
 การเมืองเพื่อเงิน และผลประโยชน์ของพวกพ้อง จึงไม่ได้ใจประชาชนคนมีสมองคิดเอง ดังนั้นสังคมเสือหิว หมาโหย จึงมีอยู่ในทุกวงการ กลายเป็นกาฝาก กอสวะการเมือง เป็นปากเสียงในสภา พูดบ้าๆ บอๆ เพื่อนายเงิน
 ถ้าโฟนอินสิ้นมนต์ขลัง ระวังท่อน้ำเลี้ยงจะแห้งขอดนิ ! อิอิอิ !!!