คอลัมนิสต์

จะใช้เงิน 2,000 บาทอย่างไร
ไม่ให้เป็นทาสรัฐบาลและนายทุน?

จะใช้เงิน 2,000 บาทอย่างไร ไม่ให้เป็นทาสรัฐบาลและนายทุน?

10 มี.ค. 2552

ในสังคมที่ความจำสั้น เรามักจะลืมไปแล้วว่าเราเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยมของทักษิณเอาไว้ว่างอย่างไรบ้าง และเมื่อเราพบกับประชานิยมมือใหม่หัดแจก เราก็ยิ่งไม่ได้สนใจว่านโยบายประชานิยมระลอกใหม่จะทำให้เราต้องเผชิญปัญหาอะไรกันอีก

 เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ ในยุคทักษิณนั้นไม่ได้มีการแจกเงิน แต่มีการให้กู้เงินในรูปของกองทุนหมู่บ้านกับคนในชนบท แต่ไม่ได้แจกเงินกับมนุษย์เงินเดือนและลูกจ้างโดยเฉพาะที่อยู่ในเมือง และถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการตั้งกรรมการกองทุนหมู่บ้านพิจารณาให้กู้กันในหมู่บ้านตามความจำเป็น แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเงินที่ได้ไปนั้นไม่ได้เอาไปลงทุน แต่เอาไปบริโภค โดยเฉพาะเอาไปซื้อมือถือของบริษัททักษิณ
 ข้อวิจารณ์ในยุคนั้นที่สำคัญก็คือ แทนที่เงินจะนำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ เงินที่กู้ยืม (ต้องมีการใช้) นั้นกลายเป็น "หนี้เน่า" เนื่องจากประชาชนยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะนำเงินไปลงทุน เพราะยังไม่มีการอบรมหรือให้ความรู้และข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชนอย่างเพียงพอ
 พอมาถึงยุคนี้ นักวิชาการที่เคยตั้งป้อมด่าทักษิณว่าทำให้เกิดหนี้เน่ากลับชูจั๊กกะแร้เชียร์ว่าการแจกเงินฟรีๆ นี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจถ้าแจกให้ทั่วถึงจริงๆ ... เรื่องนี้ก็ฝากไว้คิดกันเอาเองเถอะครับ
 ประเด็นที่สำคัญก็คือ การแจกเงินในนามของการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เราทำข่าวกันแต่ว่าใครจะเป็นคนแจก จะแจกอย่างไร แต่เราไม่สนใจที่จะเร่งให้ข้อมูลประชาชนว่าถ้าได้รับเงินก้อนนี้มาแล้ว เขาจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไรได้บ้าง หรือมันมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการแจกเงิน (โดยเฉพาะเราอาจจะพบว่าเงินที่เอามาแจกนั้นเขาไปกู้มา แล้วเราก็ต้องแบกหนี้ก้อนนี้ร่วมกันในอนาคตหรือเปล่า? และถ้าต้องแบกหนี้ร่วมกัน คนที่ไม่ได้รับแจกต้องมาแบกร่วมกับคนที่รับแจกหรือไม่)
 ทางออกของปัญหาที่น่าจะลองคิดกันก็คือ การพูดถึง "การบริโภคที่ชาญฉลาด" และ "การลงทุนทางสังคม"
 ในความหมายที่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่แจกเงิน รัฐบาลอาจสามารถนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนทางสังคมเช่น เอาไปจัดระบบการบริการสาธารณสุขให้ดีขึ้น เอาไปจัดอบรมส่งเสริมอาชีพให้ประชาชน เอาไปจัดระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ประชาชน เอาไปลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น ลดราคาบริการสาธารณะ  เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น แต่เอาเงินมาแจกให้ประชาชน เราก็พึงเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลนั้นไม่ได้ต้องการให้เงินประชาชนจริงๆ แต่เขาต้องการเอาประชาชนเป็นทางผ่านเงินให้นายทุน เพราะเขามุ่งหวังว่าเงินเมื่อกลับไปหานายทุน นายทุนจะเอาเงินมาใช้จ่ายจ้างประชาชนไปทำงานกับเขา หรือผลิตสินค้า จึงขอย้ำว่านโยบายดังกล่าวเป็นการใช้ประชาชนเป็นทางผ่านเงิน ยิ่งประชาชนเอาเงินไปใช้ให้เร็วที่สุดก็ยิ่งดี ภาษาวิชาการเขาเรียกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ... กร้าก และเศรษฐกิจนายทุนก็บริจาคเงินเข้าพรรคกลับเข้าไปอีก
 ถ้าไม่เชื่อก็ดูสิครับว่านโยบายทั้งหมดรัฐบาลไม่ได้ประชุมกับประชาชน แต่ประชุมกับนายทุนทั้งนั้น
 วิธีการแก้ไขปัญหานี้ก็คือ เราต้องใช้เงินเราอย่างชาญฉลาด เช่น เราควรจะเอาเงินไปใช้จ่ายอะไร ไปลงทุนอะไร และเราต้องทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิผู้บริโภคเรื่องของข้อมูลบริษัทต่างๆ ว่าบริษัทไหนเขาได้เงินเราแล้วเขาทำอะไรให้แก่สังคม แล้วเราควรซื้อสินค้าของบริษัทนั้นไหม
 เราควรพิจารณาซื้อสินค้าที่ผลกำไรอยู่ในท้องถิ่น สินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขูดรีดแรงงานที่ไม่เป็นธรรม สินค้าที่มีผู้ประกอบการไม่แสวงหากำไรเกินควร และมีการนำผลกำไรบางส่วนมาคืนให้สังคม รวมทั้งสินค้าที่ผู้ประกอบการไม่หนีภาษี และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
 สื่อมวลชนสามารถร่วมมือกันทำข่าวเกี่ยวกับเบื้องหน้าเบื้องหลังของผู้ผลิตทั้งหลายได้ และยังสามารถนำเสนอวิธีการใช้จ่ายที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้ในหลายวิธี ในนามของตัวแทนภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งที่ต่อรองกับรัฐและทุนได้
 แทนที่จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล หรือไล่เห่ารัฐบาลไปวันๆ จนลืมเห่านายทุนที่รอรับเงินอยู่ตอนนี้!