
สิทธิชาวบ้านมาบตาพุด
คำพิพากษาศาลปกครองให้ประกาศพื้นที่บริเวณเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง และบางส่วนของ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมทั้งคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
จ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่มิได้บำบัดอากาศเสียให้ได้มาตรฐาน ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้าน ที่อยู่อาศัยรายรอบโรงไฟฟ้า อาจนับเป็นความสำเร็จของชาวบ้าน เจ้าของทรัพยากรและพื้นที่ที่ได้รับผลร้ายจากความไม่ใส่ใจอย่างเพียงพอต่อคนเล็กๆ ที่ต้องเจ็บป่วย เป็นทุกข์ มายาวนานด้วยโรคร้าย จากการรุกรานของคนต่างถิ่นในนามของการพัฒนา
กรณีของพื้นที่ชายฝั่งทะเลมาบตาพุด ซึ่งเคยเป็นทะเลที่สงบงาม เช่นเดียวกับพื้นที่ชายทะเลแห่งอื่นในภาคตะวันออก เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อยุคแห่งความ "โชติช่วงชัชวาล" คืบคลานเข้ามา อุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ปุ๋ยเคมี เหล็กและน้ำมันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ยามค่ำคืนปล่องควัน นับร้อยปล่อง วับแวบอยู่ในความมืด ประชันกันส่งควันพิษ ก๊าซไข่เน่า ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลายปีต่อมา พิษร้ายจากโรงงานอุตสาหกรรมที่สะสมอยู่ในตัวชาวบ้าน ก็ปรากฏอาการ ในปี 2540 ครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร ที่หนองแฟบตากวน หลายคนล้มป่วย กลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ต้องย้ายโรงเรียนออกจากพื้นที่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 (พ.ศ.2547-2561) ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น
มีความพยายามตามสมควรของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะสำรวจ ศึกษาผลกระทบของชาวบ้านมาบตาพุด แต่ก็เหมือนไฟไหม้ฟาง การพัฒนาประเทศ การขยายโครงการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อความสุข ความสบายของคนต่างถิ่น อยู่เหนือการพิจารณาความเดือดร้อนของเจ้าของพื้นที่ ที่ต้องตื่นขึ้นมาดูดควันพิษเข้าไปเต็มปอดทุกวันในทุกครั้งที่มีการถกเถียงกันเรื่องนี้ จนกระทั่งชาวบ้านจาก 11 ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม ต้องมอบอำนาจให้โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต่อศาลปกครอง ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ
การต่อสู้ของชาวบ้านทั้งที่ลำปาง และมาบตาพุด จนได้รับชัยชนะ นับเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิของพลเมือง เจ้าของพื้นที่ เป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างคนท้องถิ่นกับคนต่างถิ่นที่เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในประเทศนี้ การพัฒนาที่มุ่งต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในภาพใหญ่ ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น กอบโกยทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นไปบำรุงความสุขของตัวเองมากขึ้น ในขณะที่คนจนยิ่งจนลง เดือดร้อนสาหัส จากการพัฒนาที่มองไม่เห็นค่า ไม่เห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น นี่เป็นบทเรียนที่ชาวบ้านจักต้องปกป้องตัวเอง ต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อแสดงถึงความหวงแหนในแผ่นดิน อากาศที่ใสสะอาดของตัวเอง ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ต้องล้มเลิกความคิดที่จะอุทธรณ์เพื่อแสดงถึงความเคารพในสิทธิที่จะอยู่อย่างปกติสุขของชาวบ้าน



