คอลัมนิสต์

ปัญหาของอำนาจ

ปัญหาของอำนาจ

10 มี.ค. 2552

นับแต่ปี พ.ศ.2475 หลังจากบ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อำนาจฝ่ายบริหารถูกแย่งชิงกันมากที่สุด

 ผู้ที่กุมอำนาจทางการเมืองหรือฝ่ายรัฐบาล ทุกยุคพยายามประคับประคองอำนาจให้ยาวนานที่สุด ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ขาวสะอาดบ้าง สกปรกบ้าง คละกันไป ไม่มีรัฐบาลไหนเป็นสีขาว
 หากรัฐบาลไหนเสียง "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ดังกระหึ่มขึ้นเมื่อใด ทหารมักเป็นคำตอบสุดท้าย ด้วยการบีบบังคับนำกำลังพร้อมอาวุธออกมายึดอำนาจการปกครอง บางช่วงคณะรัฐประหาร หรือคณะปฏิวัติก็ปล่อยมือเร็ว บางช่วงก็สืบทอดหลงใหลอำนาจ ชัดเจนที่สุดในยุคใหม่ก็ "บิ๊กสุ" ประชาชนเห็นการเสพติดอำนาจ เลยออกมาชุมนุมขับไล่ ในที่สุดจำต้องยอมคายอำนาจออกมา
 ผ่านมาถึงยุค "บิ๊กบัง" ที่โค่นล้มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยข้อหาทำให้สังคมเกิดความแตกแยก แถมท้ายด้วยคำศัพท์ใหม่ๆ อย่าง คอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือที่ในสมัยก่อนเขาเรียกกันว่า ฉ้อราษฎร์ฯ นั่นแหละ
 ดีที่ภาคสังคมต่างจับจ้องกลุ่มคนผู้กุมอำนาจ จึงไม่มีช่องทางต่อท่อไปสู่เก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" อำนาจเลยขาดตอน ผลที่ตามมาก็คือ ความวุ่นวายแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่จบไม่สิ้นในปัจจุบันนี้
 อย่างวันก่อน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ลพบุรี ยังถูกกลุ่มเสื้อแดงใช้ขวดน้ำปา รองเท้าบินกันว่อน ภาพแบบนี้ไม่รู้คนลพบุรีคิดอย่างไร ที่แน่ๆ ประเทศไทยในสายตาชาวโลกเสียหาย
 นี่คือ ความพยายามแย่งชิงอำนาจกลับคืนของกลุ่มการเมืองเดิม นี่คือ แนวคิดของนักการเมืองที่ใช้สีเสื้อมาสร้างความปั่นป่วนบ้านเมือง ในขณะที่ชาวบ้านกำลังลำบาก ข้าวยากหมากแพง มีคนตกงานมากขึ้นทุกวัน และยังไม่มีสัญญาณว่า เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นเมื่อใด  
 นี่คือ ภาพใหญ่ในการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง อำนาจที่ล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล สร้างความมั่งคั่งชั่วลูกชั่วหลาน
 ขณะที่ภาพเล็กยังมีข้าราชการอีกมากมายกำลังเถลิงอยู่กับอำนาจ เสพติดกันงอมแงม วางคนวางสายตัวเองไว้รอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่ในอนาคต เพื่อว่าอำนาจของตัวจะได้มีได้เสพไม่จบสิ้น โดยไม่สนใจว่าแต่ละคนที่หมายมั่นไว้นั้นมีความสามารถหรือไม่ เฉลียวฉลาดพอจะนำพาองค์กรให้รอดปลอดภัยหรือก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองได้หรือเปล่า
 หลายหน่วยงานรวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็พยายามทำอย่างนั้นอยู่ !!