คอลัมนิสต์

ย้อนรอย"โควิด"ในไทย

ย้อนรอย"โควิด"ในไทย

30 ธ.ค. 2563

ช่วง1 ปีที่ผ่านมาคนไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด19 ทุกมาตรการที่ทางศบค.ออกมาใช้เพื่อเฝ้าระวังป้องกันทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ทุกคนเรียนรู้และได้บทเรียนกับเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วคนไทยจะอยู่กับเชื้อโควิด19 อย่างไรในวันที่"วัคซีน"ยังมาไม่ถึง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปลายปี62 ต่อเนื่องต้นปี 63 คนไทยเริ่มรับรู้ข่าวเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน 

  31 มกราคม 63 ประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรก เป็นคนขับแท็กซี่ คาดว่าได้รับเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีน ทำให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติทันที  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด19   

  กระทั่งเดือนมีนาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลายประเทศเริ่มใช้ยาแรงออกมาตรการล็อคดาวน์ห้ามเดินทางเข้าออกประเทศ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาด แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นต่อเนื่้องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง   

 ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะกรณีสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง เป็นคนทำงานในสถานบันเทิง คนเที่ยว รวมไปถึงคนในครอบครัวซึ่งเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดรวมทั้งหมด 57 คนในสัปดาห์เดียว 

 และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น 6 มีนาคม 63 คนไทยต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายอีกครั้งเมื่อเกิดการแพร่เชื้อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในสนามมวยลุมพินี ที่มีคนอยู่ในสนามขณะนั้น 4,000 - 5,000 คน
 เหตุการณ์นั้นทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงสัปดาห์เดียวเพิ่มกว่า 100 คนต่อวัน จนกลายเป็น Super Spreader ไปทั่วประเทศ

 บทเรียนครั้งนั้น ศบค.ต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการป้องกันด้วยการใช้ยาแรง

 26 มีนาคม 2563  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 

 3 เมษายน 63 ประกาศล็อกดาวน์ รวมทั้งใช้มาตรการ  Work From Home  จนสามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อ

 กระทั่งพฤษภาคม ประเทศไทย ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มอีกเลยเป็นเวลา100 วันติดต่อกันทำให้สถานการณ์โควิด19ในประเทศ เริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว กิจการร้านค้าต่าง ๆ เริ่มกลับมาเปิดได้อีกครั้ง ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 

 กระทั่งคนไทยต้องกลับมาตื่นกลัวกับการแพร่ระบาดเชื้อโควิด19 ระลอกใหม่อีกครั้ง จนสร้างแรงกระเพื่อมมากกว่ารอบแรก เพราะเกิดในช่วงที่สถานการณ์ที่เริ่มกลับเข้าทิศทางที่ดีขึ้น
  เริ่มจากการลักลอบเข้าเมืองของคนไทยที่ไปทำงานในสถานบันเทิงใน จ.ท่าขี้เหล็กของเมียนมา และติดเชื้อกลับเข้ามา ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีกกว่า 40 ราย กระจายไป 7 จังหวัด 

 และครั้งหลังที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พบการระบาดกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดที่มาจากแรงงานชาวเมียนมาในตลาดกลางกุ้งใน ต.มหาชัย อ.เมืองสมุทรสาครทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุกว่า 1 พันคนไปแล้ว และยังเชื่อมโยงผู้ติดเชื้ออื่นอีกกว่า 31จังหวัด ซึ่งสถานการณ์ที่ไม่ปกติดังกล่าวทำให้บรรยากาศในประเทศไทยกลับมาเหมือนกับช่วงการระบาดระลอกแรกอีกครั้ง 

 ขณะนี้ ศบค. ได้กำหนดพื้นที่ควบคุม 4 โซน จากเสี่ยงสูงไปจนถึงเสี่ยงต่ำ แบ่งโซนพื้นที่ควบคุมโรคตามสถานการณ์ พร้อมกับย้ำว่ามาตรการนี้ไม่ใช่การ"ล็อกดาวน์" แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของคนไทยดีขึ้น   
  นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงว่า แนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่  การระบาดเป็น ดังนี้ 
  - ถ้าไม่ทำอะไรเลย และถึงวันที่ 14 ม.ค. 64 จะมีผู้ป่วยต่อวัน 18,000 คน และจะเริ่มต้นจากเพิ่มขึ้นวันละ 1,000-2,000 คน และจะมากขึ้นเรื่อยๆ 
  -หากมีมาตรการกลางๆ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ คาดว่า จะมีผู้ป่วยรายใหม่ 4,000 คนต่อวัน เรียกว่าสะสมไม่นานก็จะหลักหมื่นภายในไม่กี่วัน 
  - ถ้าร่วมมือกัน ใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ จะน้อยกว่า 1,000 คนต่อวัน 
  -การมีคนป่วยเพิ่มหลักพัน หลักหมื่นต่อวัน  ถือว่าหนักมาก และหนักกว่ารอบแรก

  ทว่าคำถามที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดตอนนี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 มันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

  ปีหน้าปี 2564 จะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกหรือไม่

   บทเรียนที่คนไทยได้เรียนรู้ จะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อโควิด19 ต่อไปอย่างไร ในยามที่ "วัคซีน" ยังมาไม่ถึง