
ตะลุยกองทัพ-นัยแอบแฝง"คุกลับ"มหามิตรยื่นหอกสนองมิตร
"งานเข้า" อีกระลอก เมื่อไทยถูกกล่าวหาว่า มีเหตุการณ์ "ทารุณ" ขึ้นอีกครั้ง แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกต่างชาติ "ตั้งข้อกล่าวหา" ก่อนหน้านี้ก็ออกมาเล่นงานกองทัพบก ในการทารุณกรรมผู้ต้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นก็เป็นกองทัพเรือ ในกรณีโรฮิงญา
การเปิดประเด็นแรงๆ เช่นนี้ ทำให้กลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศกดดันรัฐบาลอย่างหนัก ให้สอบสวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำทารุณกรรม ทั้งยังรุมประณามทหารไทยอย่างรุนแรง ทั้งที่เป็นเพียงการกล่าวหาฝ่ายเดียวเท่านั้น
ล่าสุดมาถึงคำกล่าวอ้างของ นายอีริก โฮลเดอร์ รัฐมนตรียุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ที่ออกมายอมรับว่า ประเทศไทยมี “คุกลับ" เพื่อใช้เป็นสถานที่ทรมานผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายสากล รวมถึงการทำลายเทปลับวิธีการทรมานนักโทษอย่าง “ป่าเถื่อน" จำนวน 92 ม้วน ที่เก็บไว้ในประเทศไทยอีกด้วย
การออกมายอมรับของนายอีริก มีขึ้นหลังจาก นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีผิวสี ที่ต้องการยกเลิกคุกใหญ่ที่กวนตานาโม และคุกลับในประเทศอื่นๆ
โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ติด “แบล็กลิสต์" ของนายบารัก โอบามา ว่าเป็น 1 ใน 8 ประเทศ ที่มีคุกลับในการทรมานผู้ต้องหา
โดยพุ่งเป้าไปในพื้นที่ กองบิน 23 จ.อุดรธานี ของกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กองทัพสหรัฐอเมริกาอดีตเคยใช้เป็นหนึ่งในหลายๆ ฐานวางกำลังในการสู้รบ สมัยสงครามเวียดนาม
ทั้งนี้ หลังจากจบสงครามเวียดนามแล้ว กองทัพสหรัฐอเมริกาก็ได้ “ทำลาย" และรื้อถอนฐานที่มั่นเกือบทั้งหมด
ส่วนที่เหลือก็แปรสภาพเป็นกองบินที่กองทัพอากาศใช้งานในปัจจุบัน ส่วนสถานีวิทยุ “วีโอเอ" ซึ่งเป็นสถานีวิทยุของสหรัฐอเมริกา ก็ถูกรื้อถอนไปเช่นกัน
แม้จะเหลือเพียงร่องรอย แต่ "คุกลับมะกัน" ก็ยังคงถูกนำมาขยายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4-5 ปี ที่ผ่านมา ที่ครั้งนั้นพุ่งเป้าไปที่สถานีวิทยุเสียงจากอเมริกา หรือ วีโอเอ แต่ก็ไม่มีใครได้เบาะแสที่จะไปพิสูจน์ได้ตามข้อกล่าวหา
หน่วยงานด้านความมั่นคงยืนยันว่า กองทัพไทย หรือ ประเทศไทย ไม่มี “คุกลับ” เพื่อทรมานผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากล รวมถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่อาจจะมีเพียง “สายสืบ-สายลับ" ที่ทำงานให้กองทัพสหรัฐอเมริกา ในการติดตามขบวนการก่อการร้ายสากลที่ก่อเหตุในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วแอบแฝงลักลอบเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะขบวนการที่เชื่อมโยงในการก่อวินาศกรรมถล่มมหานครนิวยอร์ก เมื่อ 11 กันยายน 2544
“ประเทศไทยคงไม่โง่ที่จะให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้ง “คุกลับ" เพื่อทรมานผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากล ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นการกุข่าวและต้องการดิสเครดิตรัฐบาล หรือ กองทัพ การจุดประเด็นออกมาก็ทำให้ประเทศไทยเสียหายไปกว่าครึ่งแล้ว และต่อไปการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนำไปเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศมุสลิม”
ที่ผ่านมา ซีไอเอของสหรัฐอเมริกา เคยเข้ามาประเทศไทย 3-4 คน เพื่อเข้ามาเส้นทางการหลบหนีของขบวนการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มของนายฮัมบาลี โดยซีไอเอได้เดินทางลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อหาช่องทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มนายฮัมบาลี ที่มีการลักลอบเข้ามาด้านชายแดนเชียงแสน จ.เชียงราย และสามารถจับตัวนายฮัมบาลีได้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในที่สุด
แม้ว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเรียกร้องให้ รมว.ยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ที่ออกมาพูดต้องรับผิดชอบ และจะต้องแสดงข้อมูลหลักฐาน เพราะออกมาพูดโดยที่ไม่มีหลักฐานทำให้ประเทศไทยเสียหาย แต่ก็หาได้มีเสียงตอบรับ หรือแก้ไขเพื่อปลดไทยออกจากเป้าสายตาที่เต็มไปด้วยแววของความอาฆาต
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีคุกดังกล่าวในประเทศไทย
“กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีล้านเปอร์เซ็นต์ และขอเอาตำแหน่งผมเป็นประกัน เพราะ จ.อุดรธานี ไม่มีที่ลับตรงไหน ส่วนจะดำเนินการอย่างไรนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาล คงไม่ใช่ผม"
นี่คงเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งสำหรับคำว่า "มหามิตร" ที่เมื่อถึงจังหวะจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ภาพออกมา "ดูดี" บรรดามิตรเล็ก มิตรน้อย อย่างไทย ดูจะเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยที่ถูกจัดวางให้ทำหน้าที่รองรับ หรือเสริมภาพลักษณ์ให้มหามิตรได้รับการยอมรับจากโลก
ทีมข่าวความมั่นคง



