เจาะประเด็นร้อน

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก... โดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต

 

ถามว่าหลังเหตุการณ์โควิด-19 โลกจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปอย่างไร ? ในความเห็นผม ยุคหลังโควิด-19 ( Post-Covid-19) ก็น่าจะเป็นยุคที่โลกตะวันออกจะเริ่มก้าวข้ามตะวันตก (Post-Western) ไปด้วย ทำไมกล่าวเช่นนั้น?

ก่อนอื่น ในทางวิทยาศาสตร์เอง คือไวรัสวิทยาและระบาดวิทยา ศ นพ ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา แห่งจุฬาฯ ผู้เป็นหัวกะทิในเรื่องโรคอุบัติใหม่ สรุปไว้น่าฟังว่า “ ที่เราเอาตัวรอดมาจากโควิด-19 ได้ ก็เพราะไม่เชื่อความรู้เก่าของฝรั่ง” หากแต่เรา “มองไปที่จีนอย่างตั้งใจ จริงจัง ถอดความรู้และบทเรียนจากเขามาเป็นสำคัญ” ขอขยายความว่า วงการตะวันตกนั้นบอกเราไว้ว่า เจ้าโควิดเที่ยวนี้ ก็คงคล้ายไข้หวัด และ สอนเราว่า มันติดเชื้อจากสัตว์สู่คน” แต่จีนกลับเชื่อว่ามันร้ายแรงกว่าไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่มาก เพราะติดจากคนสู่คนได้ด้วย และมีหลักฐานชี้ว่าเจ้าเชื้อนี้ยังกลายพันธ์ได้รวดเร็ว” เสียด้วย

ผลลัพธ์ : การปฏิบัติที่ผ่านไปชี้ว่าจีนนั้นมองอะไรได้ “ใหม่กว่า” และ “ถูกต้องกว่า” หมอและอาจารย์ “ฝรั่ง” ถามว่าแล้วไทยนั้น ทำอย่างไร ? ตอบว่าแม้เราจะคล้อยไปทางจีน แต่ก็หาเดิน ”ตามจีน” ไม่ คือเราไม่ได้ปิดล้อมกักกันอย่าง “เอาเป็นเอาตาย” ศ นพ นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บอกว่า การปิดเมือง ปิดประเทศ แบบไทย คือ “ปิดแบบ รั่วๆ : ปิดเป็นหลัก แต่ก็ปล่อยบ้าง” กล่าวคือ เราไม่ยอมปล่อยปละแบบตะวันตก เราต่อสู้กับโควิด-19 ตามแบบของเราเอง เดิน “สายกลาง” ก็ได้ผล ครับ แต่ ความสำเร็จของเรานั้น เริ่มต้นที่วงการหมอ/สาธารณสุขเรา นั้นไม่เป็น “ตะวันตกจ๋า” ท่านหันหน้าออกจากตำราฝรั่ง ผินหน้าไปสู่จีน รับความรู้และแง่คิดดีๆ ของจีน แต่ท่านก็ตัดสินใจทำแบบไทยๆ

ก็นี่แหละครับที่ชี้ว่า สาธารณสุขและวงการแพทย์ของเรา ได้เดินหนทางที่เป็นอิสระมากขึ้น ได้ไป “ไกล” กว่าฝรั่ง “ข้ามพ้น” ฝรั่งไปไม่น้อย (เรียกว่าท่านได้ เป็น Post-Western แล้ว ) แน่นอน ที่ว่า”ก้าวข้าม” หรือ “ไปให้ไกลกว่า” นั้น ไม่ได้หมายว่าคัดค้านหรือต่อต้าน “ตะวันตก” (คนที่ เป็น หรือคิดแบบ Post-Western นั้น ไม่ใช่คนที่คิดหรือทำแบบ Anti-Western)

เรายอมรับของดี และเหมาะสมจากเขา แต่ ก็กล้าที่จะก้าวข้ามพวกเขา หรือไปให้ไกลกว่าได้ หรือ ออกนอกกรอบของเขาในระดับที่เหมาะสม ไปรับเอาความคิด ประสบการณ์ และ กระบวนทัศน์ “ตะวันออก “ ทั้งตะวันออกแห่งอดีต และตะวันออกที่เป็นปัจจุบัน มาปรับใช้ มาคิด-ทำ ร่วมกับทฤษฎีและการปฏิบัติแบบตะวันตก ที่ผสมผสานกันไปก็มี ที่หนุนเสริมกันไปก็มี ที่แย้งกันไปก็ได้ ที่ต่อสู้กันไปก็ได้ แต่คิด-ทำอย่างสร้างสรรค์

นอกจากเรื่อง “มดหมอ” แล้ว ระบาดโควิด-19 เที่ยวนี่ยังทำให้อุดมคติ หรือ แบบฉบับ ในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลกตะวันตก พลันถูกสั่นคลอน และท้าทาย โควิด-19 นั้นท้าทายโลกาภิวัตน์มาก กล่าวได้ว่า เป็น disruption ต่อ โลกาภิวัตน์เลย ก็ว่าได้ เพราะตะวันตกนั้น

โดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่า ผลประโยชน์เฉพาะตน เฉพาะส่วน หรือเฉพาะชาติ (ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า private benefits ) ที่มีการแข่งขันกันด้วยแล้วไซร้ ย่อมนำมาซึ่งเรื่องดี คือผลประโยชน์ของส่วนรวม (หรือ public interest ) โดยมี “มือ”ที่ “มองไม่เห็น” มาทำให้เกิดขึ้นเอง

ความจริง การระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้เห็นว่า ชาติต่างๆ (ที่ถือ เป็น private benefits ) นั้นช่างขัดแย้งกันเหลือเกินมีตั้งแต่โจมตีกันว่าใครเป็นคนปล่อยไวรัส หรืออุปกรณ์การแพทย์ที่ผลิตโดยบริษัทของอเมริกัน ในต่างประเทศนั้น รัฐบาลอเมริกันก็ห้ามขายประเทศอื่น ให้ขายหรือส่งต่อให้กับบริษัทอเมริกันเท่านั้น เราซึ่งเคยสั่งซื้อวัคซีน ยา หน้ากาก ชุด PPE ต่างประเทศ อย่างสะดวก

บัดนี้มาถึงยุคที่โควิดโจมตี ก็พลันกลายเป็นของหาซื้อได้ยาก หรือ ซื้อไม่ได้ ทั้งที่มีเงินทองพอซื้อ แสดงว่าระบบที่อาศัยตลาด (market) แบบตะวันตก แต่ใดมานั้น บัดนี้ ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ public interest ของโลกเกิดได้ ยามวิกฤตใหญ่ของโลกมาถึง นั้น ตลาด หรือ ตลาดโลก จะถูกรัฐ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจแทรกแทรง

กลายเป็นทุนนิยมที่ถูกรัฐบาลจัดการจนตลาดแทบจะหมดความหมาย เรียกได้ว่า managed global capitalism หรือ เป็นระบบที่เรียกกันว่า “พาณิชยนิยมใหม่” (Neo-Mercantilism) ที่รัฐเข้ามาขี้นำ-จัดการเศรษฐกิจอย่างหนัก ขมักเขม้นปกป้องอุตสาหกรรมหลัก กีดกันสินค้านำเข้า เป็น “ชาตินิยม” ในทางเศรษฐกิจชัดเจน ยอมรับระบบตลาดก็เพียงแต่น้อย

ทั้งไม่รับอุดมคติโลกาภิวัตน์ รัฐบาลจะมุ่งสร้างความเพียงพอ ความเข้มแข็ง และขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ของเศรษฐกิจชาติเป็นสำคัญ โมเดลทางเศรษฐกิจแบบนี้ อย่าประมาท อาจกลับมาเป็นกระแสหลักได้ สืบต่อจากที่โควิดระบาดไปทั่วโลก

ฉะนั้น หลังจากนี้ รัฐที่สนใจ น่าจะมีการสร้างให้ทุนนิยมหรือระบบตลาด ของตนมีสาระ และเป้าหมาย ในทางสังคมด้วย แทนที่จะยอมให้มีแต่การแข่งขันล้วนๆ เช่น เป็นไปได้ไหมที่จะมีทุนนิยม “เพื่อคนยากจน หรือ คนด้อยโอกาส” หรือ มีทุนนิยมที่ “เอื้อหนุนสิ่งแวดล้อมที่ดี” หรือ มีกระทั่งทุนนิยม”เพื่อสุขอนามัยโลก” การคิดแบบนี้จะทำให้เราขยับออกจาก กระบวนทัศน์เดิม

ในแง่ของอุดมการณ์ทางการเมือง นั้น แนวคิดตะวันตกอย่างเสรีนิยมและประชาธิปไตย เมื่อวัดจากการสู้ภัยโควิด ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสักเท่าไร การแก้ปัญหายามวิกฤตนั้น ความจริงแล้ว ชาติที่ทำได้สำเร็จ ไม่ใช่ “แม่แบบ” ของระบอบประชาธิปไตย เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ ประเทศเหล่านี้ดูแล้วล้วนแต่ “พ่ายแพ้” หรือ “บาดเจ็บอย่างหนัก” จากสงครามโควิด-19

แม้แต่ความเข้มแข็ง ชอบธรรม หรือความดีของอุดมการณ์ “เสรีนิยม” ก็ควรคิดทบทวนใหม่ แต่ไหนแต่ไรมาสำนัก “เสรีนิยม” นั้น มองว่า สังคมอันประกอบไปด้วยปัจเจกชนนั้นเป็นจุดก่อกำเนิดของรัฐ การมีรัฐนั้น จะต้องตอบสนองต่อปัจเจกชน และสิ่งที่คนตะวันตกหวงแหนที่สุด ต้องการเป็นที่สุด ก็คือ “ความเป็นส่วนตัว” และ สิทธิ เสรีภาพ สำนักเสรีนิยมจึงได้สอนเอาไว้ว่ารัฐนั้นต้องแทรกแซงหรือบงการสังคมให้น้อยที่สุด

ทว่า ในความเป็นจริง พอเกิดโควิดระบาด รัฐบาลจำต้อง “lockdown” เมืองและประเทศ คนตะวันตกในหลายประเทศ จำนวนไม่น้อย ทนไม่ได้ ประท้วงการปิดเมือง และพูดถึงขนาดว่า “มีคนตายบ้างก็ไม่เป็นไร” และ “อะไรจะเกิด ก็ช่าง เศรษฐกิจต้องดำเนินต่อไป”

เกือบจะตรงข้าม ในด้านตะวันออกของโลก ความคิดดั้งเดิม ที่ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยคติเสรีนิยมเสียทั้งหมด ทำให้ผู้คนยังสนใจเพื่อนบ้าน สนใจและห่วงใยในญาติพี่น้อง เห็นใจ สง สารคนในชาติ พร้อมกันนั้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กำลังใจ ช่วยเหลือ คนอื่นพากัน “ยอมเจ็บ” ในเรื่องการงาน เรื่องอาชีพ และ ธุรกิจ ยอมสูญเสียเสรีภาพ ชั่วขณะ กักตัวเองในบ้าน ส่วนรัฐเองนั้น ก็มีบทบาท มีการสั่งการเพื่อปกป้องชีวิตผู้คน รัฐบาลไทยทำอะไรได้ค่อนข้างเต็มที่ ไม่ถูกพันธนาการไว้ด้วยข้ออ้าง หรือ ข้อห้าม อันสืบเนื่องมา “สิทธิเสรีภาพ” มากนัก

ความจริงสังคมไทยสนใจและกังวลเรื่องสิทธิและเสรีภาพอยู่พอควรในแต่ก็ไม่เท่ากับที่มีในตะวันตก และในการปฏิบัติ ไทยเรามีแนวทางของตนเองในการสู้โควิด-19 ที่ค่อนข้างจะได้ผล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แนวการเมืองและสังคมในโลกก็ใช่มีเพียง “เสรีนิยม”สุดขั้ว หรือ มีเพียง “ประชาธิปไตย” สุดขั้ว เท่านั้น น่าจะมีแนวของแต่ละที่ แต่ละส่วนของโลก ที่มีแนวทางและส่วนผสมจากหลายแหล่ง ที่ผสมผสานกันได้ด้วยตนเอง แต่ละที่ทำเอง ได้มากขึ้น

กล่าวโดยรวม โลกยุคหลังโควิด นั้นน่าจะเป็นโลกที่ในความคิดและการปฏิบัติ “ก้าวข้ามตะวันตก” หรือ เป็นโลกยุค “หลังตะวันตก” ไปในตัว เพราะขณะนี้หมดเวลาแล้วที่ฝ่าย “ตะวันตก” จะเป็นใหญ่แต่ฝ่ายเดียว สั่งสอนและให้ความรู้แต่ฝ่ายเดียว ฝ่าย”ตะวันออก” นั้นจะสำคัญขึ้น จะมีอะไรดีๆ มอบแก่โลก แม้แต่ในด้านอุดมคติและแนวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ด้วย

พูดอีกอย่างได้ว่า โลกดูมีทีท่าว่าจะออกจากแนว “ตะวันตกนิยม” แท้ๆ หรือ “ตะวันตกนิยมสุดขั้ว” ไปสู่กรอบใหม่ ที่ไม่ปฏิเสธตะวันตก แต่สนใจที่จะดึงเอา เลือกเอา ซึ่งสิ่งทีดี สิ่งที่มีคุณค่า จากโลกตะวันออกมาผสมด้วย ซึ่งผมจะเรียกกรอบความคิดใหม่นี้ว่า “ก้าวข้ามตะวันตก” หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า “ Post-Westernism”

ซึ่งขอย้ำ ณ ที่นี้ว่า ไม่ได้หมายความเราจะทิ้ง “ตะวันตก” ไปเสียหมด หากแต่จะกล้ารับเอาอะไรที่ดี ที่เหมาะสม ที่ถูก ต้องของ “ตะวันออก” เข้ามาผสมผสานด้วย จึงจะทำให้อยู่กับวิกฤตและฝ่ามันไปได้

ตัวอย่างของความคิดแบบก้าวข้ามตะวันตก (Post- Westernism) ที่กลั่นกรองจากเหตุการณ์โควิด-19 ในไทยนั้น มีอะไรบ้าง ที่เป็นรูปธรรม ? ขอเสนอว่า อาจหมายถึงว่า หน่วยหลักของเศรษฐกิจไทย นั้น ควรมี “บ้านและชุมชน” อยู่ด้วย ซึ่งย่อมจะต่างไปจากความคิดตะวันตกพอควรที่เชื่อว่าหน่วยหลักเศรษฐกิจนั้น คือ โรงงาน หรือ ออฟฟิศ หรือ เมือง แต่ของไทยเรานั้น ควรจะเป็น บ้านและชุมชน ซึ่งอยู่ทั้งในเมืองและชนบท

อีกเรื่องหนึ่ง คือแง่คิดตะวันออกนั้น เราล้วนเป็น”มนุษย์รวมหมู่” กัน มากกว่าเป็น “มนุษย์ปัจเจก” แบบตะวันตก เรานั้นไม่ได้ชื่นชมการอยู่และทำงานด้วยตนเองเท่านั้น แต่เราชอบช่วยเหลือกัน ห่วงใยกัน สงสารกัน ควรเห็นว่านี่เป็นของดี ของจริง และยอมรับว่า มันเป็นจุดแข็งของไทย

 

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก

ผมยังคิดด้วยว่า “ของดี” “ของเด่น” เรื่องดี เรื่องน่าสนใจ ของไทยนั้น นักวิชาการของไทยต้องเร่งสร้างทฤษฏีขึ้นมาอธิบาย อย่าอาศัยทฤษฎีตะวันตกร่ำไป เสร็จแล้ว เผยแพร่ ส่งความรู้แบบไทย “ออกนอก” กันบ้าง เป็นเวลานานเต็มทีแล้ว ที่พวกเราเป็นแค่พวก “รับหรือนำเข้า” ความรู้ ของฝรั่ง แต่หลังโควิด-19 นี้

เราควรมองความรู้ไทย ความรู้ตะวันออก ทั้งที่มีมาแต่ดั้งเดิม ทั้งที่นำมาจากตะวันตกแล้วประยุกต์ใช้ในยุคสมัยใหม่ แต่มีข้อสรุป หรือ มีทฤษฎีที่แตกต่างจากของ “ฝรั่ง” เจ้าของเดิมนั้น และเร่ง “ส่งออก” ความรู้ของเราไปให้โลกภายนอกได้รับรู้ด้วย

 

โลกยุคหลังโควิด ก็คือโลกที่ก้าวข้ามกรอบความคิดตะวันตก

logoline